ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ปฐมเทศนา ฉบับเต็ม)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรฉบับเต็ม ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า ว่าด้วยทางสายกลาง อริยสัจสี่ และญาณสามรอบสิบสองอาการ พร้อมคำสวดครบ คำแปล และความหมายที่เข้าใจง่าย

วันพระ 30 นาที อัปเดต 15 กรกฎาคม 2569
เริ่มโหมดสวด

บทสวดธัมมจักฯ

(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)

บทนำ

เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวาพาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ

ที่สุดสองอย่างที่ไม่ควรเสพ

เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพาโย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโคหีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตโย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโคทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ

ทางสายกลาง

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะมัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธาจักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธาจักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวสัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธาจักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ

ทุกขอริยสัจ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขังโสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขาอัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโขยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขังสังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ

ทุกขสมุทัยอริยสัจ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ฯยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตาตัตระ ตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯกามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ

ทุกขนิโรธอริยสัจ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯโย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธจาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ฯอะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวสัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ

ญาณทัสสนะสามรอบในทุกขอริยสัจ

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

(ทรงแสดงญาณสามรอบเช่นเดียวกันนี้ในอริยสัจอีกสามข้อที่เหลือรวมเป็นสามรอบสิบสองอาการ)

ปฏิญญาการตรัสรู้

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุเอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯเนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเกสัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะอะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ

ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุเอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯอะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเกสัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะอะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิอะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาตินัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ

ผลของพระธรรมเทศนา

อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯอัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ

อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเนอายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ

เสียงบันลือของเทวดา

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเกภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงเอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเยอะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตังอัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วาเทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ

(เสียงนั้นดังต่อขึ้นไปตามลำดับชั้นเทวโลกจนถึงพรหมโลกชั้นอกนิฏฐกา)

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ ฯอะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุสังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ ฯอัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิอะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ

บทส่งท้าย

อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิอัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญอัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ฯอิติหิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะอัญญาโกณฑัญโญเตววะ นามัง อะโหสีติ ฯ

คำอ่าน

อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้

เอ-วำ-เม สุ-ตัง ฯ เอ-กัง สะ-มะ-ยัง พะ-คะ-วาพา-รา-นะ-สิ-ยัง วิ-หะ-ระ-ติ อิ-สิ-ปะ-ตะ-เน มิ-คะ-ทา-เย

ตัด-ระ โข พะ-คะ-วา ปัน-จะ-วัก-คิ-เย พิก-ขู อา-มัน-เต-สิ

เท-วะ-เม พิก-ขะ-เว อัน-ตา ปับ-พะ-ชิ-เต-นะ นะ เส-วิ-ตับ-พาโย จา-ยัง กา-เม-สุ กา-มะ-สุ-ขัล-ลิ-กา-นุ-โย-โคหี-โน คัม-โม โป-ถุด-ชะ-นิ-โก อะ-นะ-ริ-โย อะ-นัด-ถะ-สัน-หิ-โต

คำแปล

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ

การหมกมุ่นในกามสุข อันเป็นของต่ำ เป็นเรื่องของชาวบ้านไม่ใช่ทางของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างหนึ่ง

และการทรมานตนให้ลำบาก อันเป็นทุกข์ไม่ใช่ทางของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างหนึ่ง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสายกลางที่ไม่เข้าใกล้ที่สุดสองอย่างนั้นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว เป็นทางที่ทำให้เกิดดวงตา เกิดญาณเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน

ทางสายกลางนั้นคืออะไร คือ อริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบความเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ

ทุกขอริยสัจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คือทุกขอริยสัจความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความเสียใจ และความคับแค้นใจ เป็นทุกข์การประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ห้าเป็นทุกข์

ทุกขสมุทัยอริยสัจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คือทุกขสมุทัยอริยสัจได้แก่ตัณหาอันทำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัดเพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ กล่าวคือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

ทุกขนิโรธอริยสัจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คือทุกขนิโรธอริยสัจได้แก่ความดับตัณหานั้นโดยสิ้นเชิงด้วยความคลายกำหนัดความสละ ความสละคืน ความพ้น และความไม่อาลัย

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจได้แก่อริยมรรคมีองค์แปดนี้เอง คือความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบความเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ

ญาณสามรอบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า "นี้คือทุกขอริยสัจ"ว่า "ทุกขอริยสัจนี้ควรกำหนดรู้"และว่า "ทุกขอริยสัจนี้เราได้กำหนดรู้แล้ว"

(ทรงแสดงญาณสามรอบเช่นนี้ในอริยสัจทั้งสี่ รวมเป็นสามรอบสิบสองอาการ)

ปฏิญญาการตรัสรู้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงอันมีรอบสามและอาการสิบสองในอริยสัจสี่นี้ ยังไม่บริสุทธิ์ดีแก่เราตราบนั้นเราก็ยังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์

แต่เมื่อใดที่ญาณทัสสนะนั้นบริสุทธิ์ดีแล้วเมื่อนั้นเราจึงปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราว่าความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายบัดนี้ภพใหม่ย่อมไม่มีอีก

ผลของพระธรรมเทศนา

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้วภิกษุปัญจวัคคีย์ต่างมีใจยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า

และเมื่อกำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีและมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา"

เสียงบันลือของเทวดา

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนธรรมจักรแล้วเหล่าภุมมเทวดาได้ป่าวประกาศว่า"นั่นคือธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนแล้วที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่อาจหมุนกลับได้"

(เสียงนั้นดังต่อขึ้นไปตามลำดับชั้นเทวโลกจนถึงพรหมโลกชั้นอกนิฏฐกา)

ในขณะนั้นเอง เสียงได้ดังขึ้นไปถึงพรหมโลกหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านและแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ได้ปรากฏขึ้นในโลกล่วงพ้นเทวานุภาพของเหล่าเทวดา

บทส่งท้าย

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า"โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ"เพราะเหตุนี้เอง ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่า "อัญญาโกณฑัญญะ" ตั้งแต่นั้นมา

ความหมายของธัมมจักฯ

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า "พระสูตรว่าด้วยการหมุนกงล้อแห่งธรรม" เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกสุด จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา

พระสูตรนี้วางโครงคำสอนทั้งหมดไว้ในที่เดียว

ส่วนแรก — ทางสายกลาง ทรงชี้ว่ามีทางสุดโต่งสองด้านที่ไม่ควรเดิน คือการหมกมุ่นในความสุขทางกาย และการทรมานตนให้ลำบาก ทางที่ถูกคือทางสายกลางที่อยู่ระหว่างสองด้านนี้

ส่วนที่สอง — อริยสัจสี่ คือความจริงสี่ประการ

  1. ทุกข์ — ยอมรับว่าความทุกข์มีอยู่จริง
  2. สมุทัย — ทุกข์มีเหตุ คือตัณหา
  3. นิโรธ — ทุกข์ดับได้ ถ้าดับเหตุ
  4. มรรค — มีทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือมรรคมีองค์แปด

โครงสร้างนี้เหมือนการวินิจฉัยของแพทย์ คือ ระบุอาการ หาสาเหตุ ยืนยันว่ารักษาได้ แล้วให้วิธีรักษา

เป็นบทยาวและลึก การสวดจึงเหมาะกับวันที่มีเวลาและตั้งใจ เช่น วันพระ แนะนำให้อ่านคำแปลควบคู่ไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งรอบ เพราะคุณค่าของบทนี้อยู่ที่เนื้อหา

ควรสวดตอนไหน

นิยมสวดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่ทรงแสดงพระสูตรนี้เป็นครั้งแรก

เนื่องจากเป็นบทยาว เหมาะกับการสวดในวันที่มีเวลาเต็มที่ หากสวดคนเดียวที่บ้าน แนะนำให้เปิดโหมดสวดและใช้ Auto Scroll ความเร็วช้า

ความถี่ที่แนะนำ

สวดในวันอาสาฬหบูชาและวันพระสำคัญ

แหล่งอ้างอิง

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปรากฏในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎก เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

พร้อมสวดแล้วหรือยัง?

เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา

เริ่มโหมดสวด