รัตนสูตร (ฉบับเต็ม)
รัตนสูตรฉบับเต็ม หนึ่งในเจ็ดตำนาน ว่าด้วยคุณอันประเสริฐของพระรัตนตรัย พร้อมคำสวดครบทุกคาถา คำแปล และความหมาย นิยมสวดเพื่อความสวัสดีและปัดเป่าภัยพิบัติ
บทสวดรัตนสูตร
(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขสัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุอะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง ฯ
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพเมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิงตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วาสัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตังนะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตังยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโตนะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุสะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถาจัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติเต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกาเอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะนิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิเต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยาจะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโยตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิโย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติคัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิกิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตานะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะสีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิจะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโตฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุงอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกังกาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วาอะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะอะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเคคิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเหตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยินิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโรอะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวังวิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิงเต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทานิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโปอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
บทสรุป (นมัสการพระรัตนตรัย)
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตังพุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตังธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตังสังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
คำแปล
บทเปิด — เชิญเหล่าภูตมาฟัง
เหล่าภูตทั้งหลาย ทั้งที่อยู่บนภาคพื้นและที่อยู่ในอากาศซึ่งมาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดีและขอจงตั้งใจฟังคำสดุดีนี้โดยเคารพ
เพราะเหตุนั้น ภูตทั้งหลายจงตั้งใจฟังขอจงแผ่เมตตาแก่หมู่มนุษย์ผู้ทำการบูชาแก่ท่านทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะเหตุนั้น ขอจงเป็นผู้ไม่ประมาท คุ้มครองรักษาเขาเหล่านั้นเถิด
บทที่ ๑ — รัตนะคือพระพุทธเจ้า
ทรัพย์ใด ๆ ในโลกนี้หรือโลกอื่นหรือรัตนะอันประณีตใดในสวรรค์ล้วนไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยพระตถาคตเจ้านี้คือรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๒ — รัตนะคือพระธรรม
ธรรมอันเป็นที่สิ้นกิเลส สิ้นราคะ เป็นอมตะและประณีตที่พระศากยมุนีผู้มีจิตตั้งมั่นได้บรรลุแล้วไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยธรรมนั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระธรรมด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๓ — สมาธิ
สมาธิใดที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญว่าสะอาดและบัณฑิตกล่าวว่าให้ผลตามลำดับอย่างสม่ำเสมอไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยสมาธินั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระธรรมด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๔ — รัตนะคือพระสงฆ์
บุคคลแปดจำพวก นับเป็นคู่ได้สี่คู่ ซึ่งสัตบุรุษสรรเสริญท่านเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคต ควรแก่ทักษิณาทานทานที่ถวายในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมากนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๕ — ผู้ประกอบความเพียร
ท่านเหล่าใดประกอบความเพียรอย่างดีด้วยใจมั่นคงดำเนินตามคำสอนของพระโคดม ปราศจากความใคร่ท่านเหล่านั้นบรรลุถึงอมตะ ได้เสวยความสงบเย็นโดยไม่ต้องซื้อหานี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๖ — ผู้เห็นอริยสัจมั่นคงดังเสาเขื่อน
เสาเขื่อนที่ฝังลงดินอย่างมั่นคงลมทั้งสี่ทิศไม่อาจทำให้หวั่นไหวได้ฉันใดเรากล่าวว่าสัตบุรุษผู้หยั่งเห็นอริยสัจก็เป็นฉันนั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๗ — ผู้แจ่มแจ้งในอริยสัจ
ผู้ใดทำอริยสัจที่พระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้ว ให้แจ่มแจ้งได้แม้ผู้นั้นจะยังประมาทอยู่มากก็ย่อมไม่ถือเอาภพที่แปด (คือเกิดอีกอย่างมากเจ็ดชาติ)นี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๘ — ผู้ละสังโยชน์สาม
พร้อมกับความถึงพร้อมแห่งญาณทัสนะธรรมสามประการย่อมถูกละได้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสทั้งเป็นผู้พ้นจากอบายภูมิทั้งสี่และไม่อาจทำอภิฐานหกประการได้นี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๙ — ผู้ไม่ปกปิดความผิด
แม้ท่านจะยังทำความผิดเล็กน้อยทางกาย วาจา หรือใจอยู่บ้างแต่ท่านย่อมไม่ปกปิดความผิดนั้นไว้ความที่ผู้เห็นทางแล้วย่อมไม่ปกปิดความผิด เรากล่าวไว้แล้วนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๑๐ — ธรรมงามดังพุ่มไม้แตกยอด
พุ่มไม้ในป่าแตกยอดในต้นฤดูร้อนฉันใดพระตถาคตได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐอันเป็นทางไปสู่พระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งก็ฉันนั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๑๑ — ผู้ประเสริฐและให้สิ่งประเสริฐ
พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงรู้สิ่งประเสริฐทรงให้สิ่งประเสริฐ และทรงนำมาซึ่งสิ่งประเสริฐทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐนี้คือรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๑๒ — ผู้สิ้นภพ
กรรมเก่าสิ้นแล้ว กรรมใหม่ไม่เกิดขึ้นท่านเหล่านั้นมีจิตคลายกำหนัดในภพต่อไปสิ้นพืชคือวิญญาณ ไม่มีความพอใจจะเกิดอีกผู้มีปัญญาย่อมดับสนิทเหมือนดวงประทีปนี้ที่ดับไปนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทสรุป — นมัสการพระรัตนตรัย
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ทั้งที่อยู่บนภาคพื้นและที่อยู่ในอากาศเราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้เสด็จมาแล้วอันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
(กล่าวซ้ำแบบเดียวกัน โดยเปลี่ยนเป็นนมัสการพระธรรม และพระสงฆ์ ตามลำดับ)
ความหมายของรัตนสูตร
คำว่า รัตนะ แปลว่า แก้วอันมีค่า ในที่นี้หมายถึงพระรัตนตรัย พระสูตรนี้จึงเป็นการยกย่องคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ทีละส่วนอย่างละเอียด
ตามประวัติ พระสูตรนี้ตรัสขึ้นที่เมืองเวสาลี ในคราวที่บ้านเมืองประสบภัยสามอย่างพร้อมกัน คือ ความอดอยาก โรคระบาด และภัยจากอมนุษย์ จึงเป็นบทที่คนไทยนิยมสวดเมื่อบ้านเมืองเผชิญวิกฤต
ทุกบทลงท้ายเหมือนกันว่า เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ แปลว่า "ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี" ซึ่งเป็นหลัก สัจจกิริยา คือการอ้างความจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่การอ้อนวอนสิ่งเหนือธรรมชาติ
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ บทที่ ๓ ยกย่อง สมาธิ ไว้เป็นพิเศษ แสดงว่าในบรรดาคุณของพระธรรม การฝึกจิตให้ตั้งมั่นเป็นสิ่งที่ทรงเน้นมาก
ส่วน "บุคคลแปดจำพวก นับเป็นคู่ได้สี่คู่" ในบทที่ ๔ หมายถึงพระอริยบุคคลสี่ระดับ (โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์) โดยนับทั้งผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุและผู้บรรลุแล้วในแต่ละระดับ
ควรสวดตอนไหน
นิยมสวดในการเจริญพระพุทธมนต์ งานทำบุญบ้าน และวันสำคัญทางศาสนา รวมทั้งในยามที่บ้านเมืองหรือครอบครัวเผชิญความยากลำบาก
เนื่องจากเป็นบทที่ยกย่องคุณของพระรัตนตรัยอย่างละเอียด จึงเหมาะกับการสวดในวันที่ต้องการทบทวนหลักที่ตนยึดถือ แนะนำให้อ่านคำแปลควบคู่ไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งรอบ
ความถี่ที่แนะนำ
สวดในวันพระ งานมงคล หรือเมื่อต้องการกำลังใจในยามยาก
แหล่งอ้างอิง
รัตนสูตร ปรากฏในขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ และสุตตนิบาต พระไตรปิฎก เป็นหนึ่งในบทสวดเจ็ดตำนาน ที่แสดงไว้เป็นฉบับเต็ม คำสวดอ้างอิงตามฉบับหนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกขพลาราม
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา
กำลังสวดตามชุด
เจ็ดตำนาน
บทที่ 3 จาก 8