บทแผ่เมตตาเป็นบทที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดบทหนึ่ง แต่หลายคนสวดไปโดยไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใด บทความนี้ชวนดูว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และจะแผ่เมตตาให้รู้สึกได้จริงอย่างไร
เริ่มจากตัวเราเองก่อน
จุดที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ บทแผ่เมตตา ให้เริ่มจากการแผ่ให้ ตนเอง ก่อนเสมอ ด้วยประโยค “อะหัง สุขิโต โหมิ” ที่แปลว่า “ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข”
หลายคนรู้สึกว่าการขอให้ตัวเองมีความสุขดูเห็นแก่ตัว จึงข้ามไปแผ่ให้คนอื่นเลย แต่ตามหลักแล้ว ใจที่ยังไม่เมตตาตัวเอง ยังเคี่ยวเข็ญและตำหนิตัวเองอยู่ตลอด ย่อมส่งความปรารถนาดีที่แท้จริงให้คนอื่นได้ยาก
เมื่อเรารู้สึกดีกับตัวเองได้จริง การแผ่ความปรารถนาดีต่อไปยังผู้อื่น จึงเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การฝืนทำ
ขยายวงออกไปทีละขั้น
หลังจากแผ่ให้ตนเองแล้ว ท่านให้ค่อย ๆ ขยายวงกว้างออกไป จากคนที่เรารัก ไปสู่คนที่เรารู้สึกเฉย ๆ และท้ายที่สุดคือคนที่เรามีเรื่องขุ่นเคืองด้วย
ขั้นสุดท้ายนี้ยากที่สุด แต่ก็ให้ผลมากที่สุด เพราะการแผ่เมตตาให้คนที่เราไม่ชอบ ไม่ได้ทำเพื่อเขา แต่ทำเพื่อให้ใจเราเองไม่ต้องแบกความขุ่นเคืองนั้นต่อไป
นึกภาพไปพร้อมกับคำสวด
การแผ่เมตตาให้ได้ผล ไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้งที่สวด แต่อยู่ที่การนึกถึงผู้รับไปพร้อมกับคำที่เปล่งออกมา
ลองนึกภาพใบหน้าของคนที่เรากำลังแผ่เมตตาให้ นึกถึงความสุขของเขา จะช่วยให้คำสวดไม่กลายเป็นเพียงเสียงที่ผ่านไป แต่เป็นความตั้งใจที่มีทิศทางชัดเจน
เชื่อมกับการอุทิศส่วนกุศล
หลายคนสวดแผ่เมตตาต่อด้วยบทกรวดน้ำ ซึ่งเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น ทั้งสองบทนี้มีหัวใจเดียวกัน คือการ ให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ใจของผู้ให้เบาขึ้น
ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการฝึกคือก่อนนอน ลองใช้ ชุดสวดก่อนนอน ที่มีบทแผ่เมตตารวมอยู่ด้วย เพื่อปิดวันด้วยใจที่ไม่มีเรื่องค้างคา