อาฏานาฏิยปริตร (ฉบับเต็ม)

อาฏานาฏิยปริตร บทนอบน้อมพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ในอดีต พร้อมคำสวด คำแปล และความหมาย เป็นบทสุดท้ายของเจ็ดตำนาน นิยมสวดเพื่อความคุ้มครองปลอดภัย

พระปริตร 15 นาที อัปเดต 27 กรกฎาคม 2569
เริ่มโหมดสวด

บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

(หันทะ มะยัง อาฏานาฏิยะปะริตตัง ภะณามะ เส)

วิปัสสิสสะ นะมัตถุจักขุมันตัสสะ สิรีมะโตสิขิสสะปิ นะมัตถุสัพพะภูตานุกัมปิโน ฯ

เวสสะภุสสะ นะมัตถุนะหาตะกัสสะ ตะปัสสิโนนะมัตถุ กะกุสันธัสสะมาระเสนัปปะมัททิโน ฯ

โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุพราหมะณัสสะ วุสีมะโตกัสสะปัสสะ นะมัตถุวิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ ฯ

อังคีระสัสสะ นะมัตถุสักยะปุตตัสสะ สิรีมะโตโย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิสัพพะทุกขาปะนูทะนัง ฯ

เย จาปิ นิพพุตา โลเกยะถาภูตัง วิปัสสิสุงเต ชะนา อะปิสุณามะหันตา วีตะสาระทา ฯ

หิตัง เทวะมะนุสสานังยัง นะมัสสันติ โคตะมังวิชชาจะระณะสัมปันนังมะหันตัง วีตะสาระทัง ฯ

วิชชาจะระณะสัมปันนังพุทธัง วันทามะ โคตะมันติ ฯ

(สวดย่อจบเพียงเท่านี้ — ผู้ที่ต้องการสวดฉบับเต็มให้สวดต่อด้วยบทต่อไปนี้)

นะโม เม สัพพะพุทธานังอุปปันนานัง มะเหสินังตัณหังกะโร มะหาวีโรเมธังกะโร มะหายะโสสะระณังกะโร โลกะหิโตทีปังกะโร ชุตินธะโรโกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโขมังคะโล ปุริสาสะโภ ฯ

สุมะโน สุมะโน ธีโรเรวะโต ระติวัฑฒะโนโสภีโต คุณะสัมปันโนอะโนมะทัสสี ชะนุตตะโมปะทุโม โลกะปัชโชโตนาระโท วะระสาระถีปะทุมุตตะโร สัตตะสาโรสุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล ฯ

สุชาโต สัพพะโลกัคโคปิยะทัสสี นะราสะโภอัตถะทัสสี การุณิโกธัมมะทัสสี ตะโมนุโทสิทธัตโถ อะสะโม โลเกติสโส จะ วะทะตัง วะโรปุสโส จะ วะระโท พุทโธวิปัสสี จะ อะนูปะโม ฯ

สิขี สัพพะหิโต สัตถาเวสสะภู สุขะทายะโกกะกุสันโธ สัตถะวาโหโกนาคะมะโน ระณัญชะโหกัสสะโป สิริสัมปันโนโคตะโม สักยะปุงคะโว ฯ

เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธาอะเนกะสะตะโกฏะโยสัพเพ พุทธา อะสะมะสะมาสัพเพ พุทธา มะหิทธิกา ฯ

สัพเพ ทะสะพะลูเปตาเวสารัชเชหุปาคะตาสัพเพ เต ปะฏิชานันติอาสะภัณฐานะมุตตะมัง ฯ

สีหะนาทัง นะทันเต เตปะริสาสุ วิสาระทาพรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติโลเก อัปปะฏิวัตติยัง ฯ

อุเปตา พุทธะธัมเมหิอัฏฐาระสะหิ นายะกาทวัตติงสะลักขะณูเปตาสีตยานุพยัญชะนาธะรา ฯ

พยามัปปะภายะ สุปปะภาสัพเพ เต มุนิกุญชะราพุทธา สัพพัญญุโน เอเตสัพเพ ขีณาสะวา ชินา ฯ

มะหัปปะภา มะหาเตชามะหาปัญญา มะหัพพะลามะหาการุณิกา ธีราสัพเพสานัง สุขาวะหา ฯ

ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะตาณา เลณา จะ ปาณินังคะตี พันธู มะหัสสาสาสะระณา จะ หิเตสิโน ฯ

สะเทวะกัสสะ โลกัสสะสัพเพ เอเต ปะรายะนาเตสาหัง สิระสา ปาเทวันทามิ ปุริสุตตะเม ฯ

วะจะสา มะนะสา เจวะวันทาเมเต ตะถาคะเตสะยะเน อาสะเน ฐาเนคะมะเน จาปิ สัพพะทา ฯ

สะทา สุเขนะ รักขันตุพุทธา สันติกะรา ตุวังเตหิ ตวัง รักขิโต สันโตมุตโต สัพพะภะเยนะ จะ ฯ

คำแปล

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีปัญญาจักษุ ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริขอความนอบน้อมจงมีแด่พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระทัยเอ็นดูต่อสรรพสัตว์

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชำระกิเลสแล้ว ผู้ทรงมีตบะขอความนอบน้อมจงมีแด่พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงย่ำยีมารและเสนามาร

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงลอยบาปแล้ว ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระอังคีรสสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นโอรสแห่งศากยราช ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริพระองค์ใดได้ทรงแสดงธรรมนี้ไว้อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง

อนึ่ง ชนเหล่าใดในโลกที่ดับกิเลสแล้วเห็นแจ้งธรรมตามความเป็นจริงชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียดเป็นผู้ใหญ่โดยคุณธรรม ปราศจากความครั่นคร้าม

ชนเหล่านั้นย่อมนอบน้อมพระโคดมพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนมัสการพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

(สวดย่อจบเพียงเท่านี้ — ต่อไปนี้เป็นคำแปลของฉบับเต็ม)

ส่วนฉบับเต็ม — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าทั้งปวงผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ที่เสด็จอุบัติขึ้นแล้วได้แก่ พระตัณหังกรผู้ทรงกล้าหาญ พระเมธังกรผู้ทรงมียศใหญ่พระสรณังกรผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลก พระทีปังกรผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาพระโกณฑัญญะผู้เป็นประมุขแห่งหมู่ชน พระมังคละผู้เป็นบุรุษประเสริฐ

พระสุมนะผู้เป็นปราชญ์มีพระทัยงดงาม พระเรวตะผู้เพิ่มพูนความยินดีพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ พระอโนมทัสสีผู้อุดมในหมู่ชนพระปทุมะผู้ทำโลกให้สว่าง พระนารทะผู้เป็นสารถีอันประเสริฐพระปทุมุตตระผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ พระสุเมธะผู้หาผู้เปรียบมิได้

พระสุชาตะผู้เลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวง พระปิยทัสสีผู้เป็นนรชนประเสริฐพระอัตถทัสสีผู้ทรงกรุณา พระธรรมทัสสีผู้บรรเทาความมืดพระสิทธัตถะผู้หาผู้เสมอมิได้ในโลก พระติสสะผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์พระปุสสะผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ พระวิปัสสีผู้หาที่เปรียบมิได้

พระสิขีผู้เป็นศาสดาเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ พระเวสสภูผู้ประทานความสุขพระกกุสันธะผู้นำสัตว์ออกจากกันดารคือกิเลสพระโกนาคมนะผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส พระกัสสปะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริและพระโคดมผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยะ

คุณร่วมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

พระสัมพุทธเจ้าเหล่านี้และเหล่าอื่นอีกนับหลายร้อยโกฏิทุกพระองค์ล้วนเสมอกับพระพุทธเจ้าผู้หาใครเสมอมิได้ ทรงมีฤทธิ์มากทรงประกอบด้วยทศพลญาณและเวสารัชชญาณทุกพระองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันสูงสุด

ทรงบันลือสีหนาทอย่างองอาจท่ามกลางบริษัททรงหมุนพรหมจักรที่ไม่มีใครในโลกคัดค้านได้ทรงประกอบด้วยพุทธธรรม ๑๘ ประการทรงมีมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ

ทรงมีพระรัศมีงดงามแผ่ออกโดยรอบข้างละวาทุกพระองค์ทรงเป็นพระมุนีผู้ประเสริฐ เป็นพระสัพพัญญูเป็นพระขีณาสพ เป็นผู้ชนะมารทรงมีพระรัศมีมาก มีเดชมาก มีปัญญามาก มีกำลังมากทรงมีพระมหากรุณา เป็นจอมปราชญ์ ทรงนำความสุขมาให้แก่สรรพสัตว์

ทรงเป็นดุจเกาะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่พำนักเป็นที่ต้านทานและที่หลีกเร้นของสัตว์ทั้งหลายทรงเป็นที่ส่งใจถึง เป็นพวกพ้อง เป็นที่อุ่นใจอย่างยิ่งเป็นสรณะและเป็นผู้แสวงหาสิ่งเกื้อกูล

ทุกพระองค์ทรงเป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกพร้อมทั้งเทวดาข้าพเจ้าขออภิวาทพระบาทของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยเศียรเกล้าขออภิวาทพระตถาคตเหล่านั้นทั้งด้วยวาจาและด้วยใจทั้งในที่นอน ที่นั่ง ที่ยืน และที่เดิน ในกาลทุกเมื่อ

ขอพระพุทธเจ้าผู้สร้างสันติจงรักษาท่านให้มีความสุขตลอดกาลทุกเมื่อท่านผู้อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงรักษาแล้วจงเป็นผู้พ้นจากภัยทั้งปวงเถิด

ความหมายของอาฏานาฏิยปริตร

อาฏานาฏิยปริตรเป็นบทสุดท้ายในชุด เจ็ดตำนาน มีที่มาจากอาฏานาฏิยสูตร ซึ่งท้าวเวสสุวรรณได้ถวายบทนี้แก่พระพุทธเจ้า เพื่อให้พุทธบริษัทใช้สวดคุ้มครองตนเมื่ออยู่ในที่เปลี่ยว

เนื้อหาหลักคือการนอบน้อม พระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ ตามลำดับ ได้แก่

  1. พระวิปัสสี — ผู้มีปัญญาจักษุ
  2. พระสิขี — ผู้มีพระทัยเอ็นดูสรรพสัตว์
  3. พระเวสสภู — ผู้ชำระกิเลสแล้ว
  4. พระกกุสันธะ — ผู้ย่ำยีมาร
  5. พระโกนาคมนะ — ผู้อยู่จบพรหมจรรย์
  6. พระกัสสปะ — ผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
  7. พระโคดม (อังคีรส) — พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

สังเกตว่าแต่ละพระองค์ถูกกล่าวถึงพร้อม คุณสมบัติเด่นที่ต่างกัน ไม่ใช่การเอ่ยพระนามลอย ๆ ซึ่งทำให้ผู้สวดได้ทบทวนคุณธรรมหลายด้านไปพร้อมกัน

ข้อคิดที่ได้จากบทนี้คือ การตรัสรู้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญของคนคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกาลอันยาวนาน ทุกพระองค์ล้วนเดินทางเดียวกันและถึงจุดหมายเดียวกัน

หน้านี้แสดงคำสวด ทั้งฉบับย่อและฉบับเต็ม ฉบับย่อจบลงที่คำว่า *พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ* ซึ่งเป็นส่วนที่นิยมสวดกันทั่วไป ส่วนฉบับเต็มสวดต่อไปอีก โดยเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้าครบ ๒๘ พระองค์ ตั้งแต่พระตัณหังกรจนถึงพระโคดม แล้วจึงพรรณนาคุณร่วมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

ท่อนท้ายของฉบับเต็มมีข้อความที่งดงามเป็นพิเศษ คือการกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเป็นดุจ เกาะ ที่พึ่ง ที่ต้านทาน และที่หลีกเร้น ของสรรพสัตว์ และปิดท้ายด้วยคำอวยพรว่า ขอพระพุทธเจ้าผู้สร้างสันติจงรักษาท่านให้เป็นสุขตลอดกาล

ควรสวดตอนไหน

นิยมสวดเป็นบทปิดท้ายของการสวดเจ็ดตำนาน และใช้ในการเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลต่าง ๆ

ตามที่มาของพระสูตร บทนี้ใช้สวดเมื่อต้องอยู่ในที่เปลี่ยวหรือที่ไม่คุ้นเคย จึงเหมาะกับการสวดก่อนเดินทางไปพักค้างต่างถิ่น

ความถี่ที่แนะนำ

สวดในวันพระ งานมงคล หรือเมื่อสวดชุดเจ็ดตำนาน

แหล่งอ้างอิง

อาฏานาฏิยปริตร อ้างอิงเนื้อความจากอาฏานาฏิยสูตร ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เป็นบทสุดท้ายของเจ็ดตำนาน ที่แสดงไว้มีทั้งส่วนที่นิยมสวดย่อและส่วนฉบับเต็ม คำสวดอ้างอิงตามฉบับหนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกขพลาราม

พร้อมสวดแล้วหรือยัง?

เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา

เริ่มโหมดสวด