โพชฌังคปริตร
โพชฌังคปริตร บทสวดว่าด้วยโพชฌงค์ ๗ ที่นิยมสวดให้ผู้ป่วยและผู้กำลังฟื้นตัว พร้อมคำสวด คำแปล และความหมายตามหลักธรรมที่ถูกต้อง
บทสวดโพชฌังคปริตร
(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)
โพชฌังโค สะติสังขาโตธัมมานัง วิจะโย ตะถาวิริยัมปีติปัสสัทธิโพชฌังคา จะ ตะถาปะเรสะมาธุเปกขะโพชฌังคาสัตเตเต สัพพะทัสสินามุนินา สัมมะทักขาตาภาวิตา พะหุลีกะตาสังวัตตันติ อะภิญญายะนิพพานายะ จะ โพธิยาเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
เอกัสมิง สะมะเย นาโถโมคคัลลานัญจะ กัสสะปังคิลาเน ทุกขิเต ทิสวาโพชฌังเค สัตตะ เทสะยิเต จะ ตัง อะภินันทิตวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
เอกะทา ธัมมะราชาปิเคลัญเญนาภิปีฬิโตจุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะภะณาเปตวานะ สาทะรังสัมโมทิตวา จะ อาพาธาตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโสเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธาติณณันนัมปิ มะเหสินังมัคคาหะตะกิเลสา วะปัตตานุปปัตติธัมมะตังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ
คำแปล
บทที่ ๑ — โพชฌงค์ ๗
โพชฌงค์ทั้งเจ็ด ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาธรรมเจ็ดประการนี้ พระมุนีผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ดีแล้วเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพานด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อ
บทที่ ๒ — พระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะ
สมัยหนึ่ง พระผู้เป็นที่พึ่งทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะอาพาธได้รับทุกขเวทนา จึงทรงแสดงโพชฌงค์เจ็ดประการแก่ท่านทั้งสองเมื่อท่านทั้งสองชื่นชมยินดีในธรรมนั้น ก็หายจากอาพาธในขณะนั้นด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อ
บทที่ ๓ — พระธรรมราชา
ครั้งหนึ่ง แม้องค์พระธรรมราชาเองก็ทรงประชวรหนักจึงรับสั่งให้พระจุนทเถระกล่าวโพชฌงค์นั้นถวายโดยเคารพเมื่อทรงบันเทิงพระทัยแล้ว ก็ทรงหายจากพระอาการประชวรนั้นด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อ
บทที่ ๔ — บทสรุป
อาพาธของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งสามพระองค์นั้น หายไปแล้วไม่กลับมาอีกเปรียบดังกิเลสที่ถูกอริยมรรคกำจัดแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดาด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อ
ความหมายของโพชฌังคปริตร
โพชฌังคปริตรเป็นบทที่คนไทยนิยมสวดให้ผู้ป่วยมากที่สุด แต่ควรเข้าใจให้ตรงว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
โพชฌงค์ ๗ คือองค์ประกอบของการตรัสรู้ ได้แก่
- สติ — ความระลึกรู้
- ธรรมวิจยะ — การพิจารณาเลือกเฟ้นธรรม
- วิริยะ — ความเพียร
- ปีติ — ความอิ่มใจ
- ปัสสัทธิ — ความสงบระงับกายใจ
- สมาธิ — ความตั้งมั่นของจิต
- อุเบกขา — ความวางใจเป็นกลาง
ในพระสูตรเดิม พระเถระทั้งสองรูปและพระพุทธเจ้าหายจากอาพาธหลังได้ฟังโพชฌงค์ จุดสำคัญคือคำว่า อะภินันทิตวา แปลว่า "ชื่นชมยินดีแล้ว" หมายถึงท่านฟังแล้ว เข้าใจและมีใจผ่องใสตาม ไม่ใช่เพียงได้ยินเสียงสวด
ในทางปฏิบัติ ปีติและปัสสัทธิที่เกิดจากใจที่สงบ ส่งผลต่อร่างกายได้จริง ผู้ป่วยที่ใจไม่ทุรนทุรายย่อมพักผ่อนได้ดีกว่า
ขอเรียนตรง ๆ ว่า บทสวดนี้ไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษาทางการแพทย์ ควรสวดควบคู่ไปกับการรักษาของแพทย์ ในฐานะเครื่องประคองใจของทั้งผู้ป่วยและญาติ
ควรสวดตอนไหน
นิยมสวดข้างเตียงผู้ป่วย หรือสวดให้ผู้ที่กำลังฟื้นตัวจากความเจ็บป่วย หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว ควรอ่านคำแปลให้ฟังด้วย เพราะประโยชน์อยู่ที่ความเข้าใจ
สวดให้ตนเองก็ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในวันที่รู้สึกอ่อนล้าหรือกังวลเรื่องสุขภาพ และเหมาะกับการสวดในวันพระร่วมกับบทอื่น
ความถี่ที่แนะนำ
สวดเมื่อมีผู้เจ็บป่วย หรือสวดเป็นประจำในวันพระ
แหล่งอ้างอิง
โพชฌังคปริตร อ้างอิงเนื้อความจากโพชฌงคสูตร ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎก คำสวดที่แสดงไว้อ้างอิงตามฉบับหนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกขพลาราม
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา