ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ปฐมเทศนา ฉบับเต็ม)
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ธรรมจักร) ฉบับเต็มตามพระไตรปิฎก ครบญาณ ๓ รอบ ๑๒ อาการ พร้อมคำอ่านทุกบรรทัด คำแปล และความหมายของทางสายกลาง อริยสัจ ๔ และวันอาสาฬหบูชา
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)
บทนำ
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวาพาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ
๑. ที่สุดสองอย่างที่ไม่ควรเสพ
เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพาโย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโคหีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตโย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโคทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ
๒. ทางสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะมัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธาจักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธาจักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวสัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธาจักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
๓. ทุกขอริยสัจ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขังโสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขาอัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโขยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขังสังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ
๔. ทุกขสมุทัยอริยสัจ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ฯยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตาตัตระ ตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯกามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
๕. ทุกขนิโรธอริยสัจ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯโย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธจาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ
๖. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ฯอะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโวสัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
๗. ญาณ ๓ รอบในทุกขอริยสัจ
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
๘. ญาณ ๓ รอบในทุกขสมุทัยอริยสัจ
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
๙. ญาณ ๓ รอบในทุกขนิโรธอริยสัจ
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
๑๐. ญาณ ๓ รอบในมรรคอริยสัจ
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
๑๑. ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้แล้ว
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุเอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯเนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเกสัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะอะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุเอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯอะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเกสัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะอะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิอะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาตินัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ
๑๒. พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม
อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯอัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ
อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเนอายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ
๑๓. เทวดาบันลือต่อกันทุกชั้นฟ้า
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเกภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงเอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเยอะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตังอัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วาเทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวาจาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงจาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวาตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวายามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงยามานัง เทวานัง สัททัง สุตวาตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวานิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงนิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวาปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวาพรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเยอะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตังอัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วาเทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ
อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ ฯอะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุสังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ ฯอัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิอะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ
๑๔. ทรงเปล่งอุทานว่าโกณฑัญญะรู้แล้ว
อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิอัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญอัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ฯอิติหิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะอัญญาโกณฑัญโญเตววะ นามัง อะโหสีติ ฯ
คำอ่าน
อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้
บทนำ
เอ-วำ-เม สุ-ตัง เอ-กัง สะ-มะ-ยัง พะ-คะ-วาพา-รา-นะ-สิ-ยัง วิ-หะ-ระ-ติ อิ-สิ-ปะ-ตะ-เน มิ-คะ-ทา-เยตัด-ตระ โข พะ-คะ-วา ปัน-จะ-วัก-คิ-เย พิก-ขู อา-มัน-เต-สิ
๑. ที่สุดสองอย่างที่ไม่ควรเสพ
ทะ-เว-เม พิก-ขะ-เว อัน-ตา ปับ-พะ-ชิ-เต-นะ นะ เส-วิ-ตับ-พาโย จา-ยัง กา-เม-สุ กา-มะ-สุ-ขัน-ลิ-กา-นุ-โย-โคฮี-โน คำ-โม โป-ถุด-ชะ-นิ-โก อะ-นะ-ริ-โย อะ-นัด-ถะ-สัน-หิ-โตโย จา-ยัง อัด-ตะ-กิ-ละ-มะ-ถา-นุ-โย-โคทุก-โข อะ-นะ-ริ-โย อะ-นัด-ถะ-สัน-หิ-โต
๒. ทางสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘
เอ-เต เต พิก-ขะ-เว อุ-โพ อัน-เต อะ-นุ-ปะ-คำ-มะมัด-ชิ-มา ปะ-ติ-ปะ-ทา ตะ-ถา-คะ-เต-นะ อะ-พิ-สำ-พุด-ทาจัก-ขุ-กะ-ระ-นี ยา-นะ-กะ-ระ-นี อุ-ปะ-สะ-มา-ยะ อะ-พิน-ยา-ยะสำ-โพ-ทา-ยะ นิบ-พา-นา-ยะ สัง-วัด-ตะ-ติ
กะ-ตะ-มา จะ สา พิก-ขะ-เว มัด-ชิ-มา ปะ-ติ-ปะ-ทา ตะ-ถา-คะ-เต-นะ อะ-พิ-สำ-พุด-ทาจัก-ขุ-กะ-ระ-นี ยา-นะ-กะ-ระ-นี อุ-ปะ-สะ-มา-ยะ อะ-พิน-ยา-ยะสำ-โพ-ทา-ยะ นิบ-พา-นา-ยะ สัง-วัด-ตะ-ติ
อะ-ยะ-เม-วะ อะ-ริ-โย อัด-ถัง-คิ-โก มัก-โค ไส-ยะ-ถี-ทังสำ-มา-ทิด-ถิ สำ-มา-สัง-กับ-โปสำ-มา-วา-จา สำ-มา-กำ-มัน-โต สำ-มา-อา-ชี-โวสำ-มา-วา-ยา-โม สำ-มา-สะ-ติ สำ-มา-สะ-มา-ทิ
อะ-ยัง โข สา พิก-ขะ-เว มัด-ชิ-มา ปะ-ติ-ปะ-ทา ตะ-ถา-คะ-เต-นะ อะ-พิ-สำ-พุด-ทาจัก-ขุ-กะ-ระ-นี ยา-นะ-กะ-ระ-นี อุ-ปะ-สะ-มา-ยะ อะ-พิน-ยา-ยะสำ-โพ-ทา-ยะ นิบ-พา-นา-ยะ สัง-วัด-ตะ-ติ
๓. ทุกขอริยสัจ
อิ-ทัง โข ปะ-นะ พิก-ขะ-เว ทุก-ขัง อะ-ริ-ยะ-สัด-จังชา-ติ-ปิ ทุก-ขา ชะ-รา-ปิ ทุก-ขา มะ-ระ-นำ-ปิ ทุก-ขังโส-กะ-ปะ-ริ-เท-วะ-ทุก-ขะ-โท-มะ-นัด-สุ-ปา-ยา-สา-ปิ ทุก-ขาอับ-ปิ-เย-หิ สำ-ปะ-โย-โค ทุก-โข ปิ-เย-หิ วิบ-ปะ-โย-โค ทุก-โขยำ-ปิด-ฉัง นะ ละ-พะ-ติ ตำ-ปิ ทุก-ขังสัง-ขิด-เต-นะ ปัน-จุ-ปา-ทา-นัก-ขัน-ทา ทุก-ขา
๔. ทุกขสมุทัยอริยสัจ
อิ-ทัง โข ปะ-นะ พิก-ขะ-เว ทุก-ขะ-สะ-มุ-ทะ-โย อะ-ริ-ยะ-สัด-จังยา-ยัง ตัน-หา โป-โนบ-พะ-วิ-กา นัน-ทิ-รา-คะ-สะ-หะ-คะ-ตาตัด-ตระ ตัด-ตรา-พิ-นัน-ทิ-นี ไส-ยะ-ถี-ทังกา-มะ-ตัน-หา พะ-วะ-ตัน-หา วิ-พะ-วะ-ตัน-หา
๕. ทุกขนิโรธอริยสัจ
อิ-ทัง โข ปะ-นะ พิก-ขะ-เว ทุก-ขะ-นิ-โร-โท อะ-ริ-ยะ-สัด-จังโย ตัด-สา-เย-วะ ตัน-หา-ยะ อะ-เส-สะ-วิ-รา-คะ-นิ-โร-โทจา-โค ปะ-ติ-นิด-สัก-โค มุด-ติ อะ-นา-ละ-โย
๖. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
อิ-ทัง โข ปะ-นะ พิก-ขะ-เว ทุก-ขะ-นิ-โร-ทะ-คา-มิ-นี ปะ-ติ-ปะ-ทา อะ-ริ-ยะ-สัด-จังอะ-ยะ-เม-วะ อะ-ริ-โย อัด-ถัง-คิ-โก มัก-โค ไส-ยะ-ถี-ทังสำ-มา-ทิด-ถิ สำ-มา-สัง-กับ-โปสำ-มา-วา-จา สำ-มา-กำ-มัน-โต สำ-มา-อา-ชี-โวสำ-มา-วา-ยา-โม สำ-มา-สะ-ติ สำ-มา-สะ-มา-ทิ
๗. ญาณ ๓ รอบในทุกขอริยสัจ
อิ-ทัง ทุก-ขัง อะ-ริ-ยะ-สัด-จัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขัง อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง ปะ-ริน-ไย-ยัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขัง อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง ปะ-ริน-ยา-ตัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
๘. ญาณ ๓ รอบในทุกขสมุทัยอริยสัจ
อิ-ทัง ทุก-ขะ-สะ-มุ-ทะ-โย อะ-ริ-ยะ-สัด-จัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขะ-สะ-มุ-ทะ-โย อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง ปะ-หา-ตับ-พัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขะ-สะ-มุ-ทะ-โย อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง ปะ-ฮี-นัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
๙. ญาณ ๓ รอบในทุกขนิโรธอริยสัจ
อิ-ทัง ทุก-ขะ-นิ-โร-โท อะ-ริ-ยะ-สัด-จัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขะ-นิ-โร-โท อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง สัด-ฉิ-กา-ตับ-พัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขะ-นิ-โร-โท อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง สัด-ฉิ-กะ-ตัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
๑๐. ญาณ ๓ รอบในมรรคอริยสัจ
อิ-ทัง ทุก-ขะ-นิ-โร-ทะ-คา-มิ-นี ปะ-ติ-ปะ-ทา อะ-ริ-ยะ-สัด-จัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขะ-นิ-โร-ทะ-คา-มิ-นี ปะ-ติ-ปะ-ทา อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง พา-เว-ตับ-พัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
ตัง โข ปะ-นิ-ทัง ทุก-ขะ-นิ-โร-ทะ-คา-มิ-นี ปะ-ติ-ปะ-ทา อะ-ริ-ยะ-สัด-จัง พา-วิ-ตัน-ติ เม พิก-ขะ-เวปุบ-เพ อะ-นะ-นุด-สุ-เต-สุ ทำ-เม-สุ จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยา-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิ ปัน-ยา อุ-ทะ-ปา-ทิ วิด-ชา อุ-ทะ-ปา-ทิ อา-โล-โก อุ-ทะ-ปา-ทิ
๑๑. ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้แล้ว
ยา-วะ-กี-วัน-จะ เม พิก-ขะ-เว อิ-เม-สุ จะ-ตู-สุ อะ-ริ-ยะ-สัด-เจ-สุเอ-วัน-ติ-ปะ-ริ-วัด-ตัง ทะ-วา-ทะ-สา-กา-รัง ยะ-ถา-พู-ตัง ยา-นะ-ทัด-สะ-นัง นะ สุ-วิ-สุด-ทัง อะ-โห-สิเน-วะ ตา-วา-หัง พิก-ขะ-เว สะ-เท-วะ-เก โล-เก สะ-มา-ระ-เก สะ-พรัม-มะ-เกสัด-สะ-มะ-นะ-พราม-มะ-นิ-ยา ปะ-ชา-ยะ สะ-เท-วะ-มะ-นุด-สา-ยะอะ-นุด-ตะ-รัง สำ-มา-สำ-โพ-ทิง อะ-พิ-สำ-พุด-โท ปัด-จัน-ยา-สิง
ยะ-โต จะ โข เม พิก-ขะ-เว อิ-เม-สุ จะ-ตู-สุ อะ-ริ-ยะ-สัด-เจ-สุเอ-วัน-ติ-ปะ-ริ-วัด-ตัง ทะ-วา-ทะ-สา-กา-รัง ยะ-ถา-พู-ตัง ยา-นะ-ทัด-สะ-นัง สุ-วิ-สุด-ทัง อะ-โห-สิอะ-ถา-หัง พิก-ขะ-เว สะ-เท-วะ-เก โล-เก สะ-มา-ระ-เก สะ-พรัม-มะ-เกสัด-สะ-มะ-นะ-พราม-มะ-นิ-ยา ปะ-ชา-ยะ สะ-เท-วะ-มะ-นุด-สา-ยะอะ-นุด-ตะ-รัง สำ-มา-สำ-โพ-ทิง อะ-พิ-สำ-พุด-โท ปัด-จัน-ยา-สิง
ยา-นัน-จะ ปะ-นะ เม ทัด-สะ-นัง อุ-ทะ-ปา-ทิอะ-กุบ-ปา เม วิ-มุด-ติ อะ-ยะ-มัน-ติ-มา ชา-ตินัด-ถิ-ทา-นิ ปุ-นับ-พะ-โว-ติ
๑๒. พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม
อิ-ทะ-มะ-โว-จะ พะ-คะ-วาอัด-ตะ-มะ-นา ปัน-จะ-วัก-คิ-ยา พิก-ขู พะ-คะ-วะ-โต พา-สิ-ตัง อะ-พิ-นัน-ทุง
อิ-มัด-สะ-หมิน-จะ ปะ-นะ ไว-ยา-กะ-ระ-นัด-สะ-หมิง พัน-ยะ-มา-เนอา-ยัด-สะ-มะ-โต โกน-ดัน-ยัด-สะ วิ-ระ-ชัง วี-ตะ-มะ-ลัง ทำ-มะ-จัก-ขุง อุ-ทะ-ปา-ทิยัง-กิน-จิ สะ-มุ-ทะ-ยะ-ทำ-มัง สับ-พัน-ตัง นิ-โร-ทะ-ทำ-มัน-ติ
๑๓. เทวดาบันลือต่อกันทุกชั้นฟ้า
ปะ-วัด-ติ-เต จะ พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-มะ-จัก-เกพุม-มา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงเอ-ตำ-พะ-คะ-วะ-ตา พา-รา-นะ-สิ-ยัง อิ-สิ-ปะ-ตะ-เน มิ-คะ-ทา-เยอะ-นุด-ตะ-รัง ทำ-มะ-จัก-กัง ปะ-วัด-ติ-ตังอับ-ปะ-ติ-วัด-ติ-ยัง สะ-มะ-เน-นะ วา พราม-มะ-เน-นะ วาเท-เว-นะ วา มา-เร-นะ วา พรัม-มุ-นา วา เก-นะ-จิ วา โล-กัด-สะ-หมิน-ติ
พุม-มา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาจา-ตุม-มะ-หา-รา-ชิ-กา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงจา-ตุม-มะ-หา-รา-ชิ-กา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาตา-วะ-ติง-สา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงตา-วะ-ติง-สา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วายา-มา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงยา-มา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาตุ-สิ-ตา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงตุ-สิ-ตา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วานิม-มา-นะ-ระ-ตี เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงนิม-มา-นะ-ระ-ตี-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาปะ-ระ-นิม-มิ-ตะ-วะ-สะ-วัด-ตี เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงปะ-ระ-นิม-มิ-ตะ-วะ-สะ-วัด-ตี-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาพรัม-มะ-กา-ยิ-กา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุง
เอ-ตำ-พะ-คะ-วะ-ตา พา-รา-นะ-สิ-ยัง อิ-สิ-ปะ-ตะ-เน มิ-คะ-ทา-เยอะ-นุด-ตะ-รัง ทำ-มะ-จัก-กัง ปะ-วัด-ติ-ตังอับ-ปะ-ติ-วัด-ติ-ยัง สะ-มะ-เน-นะ วา พราม-มะ-เน-นะ วาเท-เว-นะ วา มา-เร-นะ วา พรัม-มุ-นา วา เก-นะ-จิ วา โล-กัด-สะ-หมิน-ติ
อิ-ติ-หะ เต-นะ ขะ-เน-นะ เต-นะ มุ-หุด-เต-นะยา-วะ พรัม-มะ-โล-กา สัด-โท อับ-พุก-คัด-ฉิอะ-ยัน-จะ ทะ-สะ-สะ-หัด-สี โล-กะ-ทา-ตุสัง-กำ-ปิ สำ-ปะ-กำ-ปิ สำ-ปะ-เว-ทิอับ-ปะ-มา-โน จะ โอ-ลา-โร โอ-พา-โส โล-เก ปา-ตุ-ระ-โห-สิอะ-ติก-กำ-เม-วะ เท-วา-นัง เท-วา-นุ-พา-วัง
๑๔. ทรงเปล่งอุทานว่าโกณฑัญญะรู้แล้ว
อะ-ถะ-โข พะ-คะ-วา อุ-ทา-นัง อุ-ทา-เน-สิอัน-ยา-สิ วะ-ตะ โพ โกน-ดัน-โยอัน-ยา-สิ วะ-ตะ โพ โกน-ดัน-โย-ติอิ-ติ-หิ-ทัง อา-ยัด-สะ-มะ-โต โกน-ดัน-ยัด-สะอัน-ยา-โกน-ดัน-โย-ตะ-เว-วะ นา-มัง อะ-โห-สี-ติ
คำแปล
บทนำ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาตรัสว่า
๑. ที่สุดสองอย่างที่ไม่ควรเสพ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ คือการหมกมุ่นอยู่ในกามสุข ซึ่งเป็นของต่ำ เป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นของปุถุชนไม่ใช่ทางของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่งและการทรมานตนให้ลำบาก ซึ่งเป็นทุกข์ไม่ใช่ทางของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อีกอย่างหนึ่ง
๒. ทางสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติสายกลางที่ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองนั้น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้เกิดดวงตา ทำให้เกิดญาณเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติสายกลางที่ตถาคตตรัสรู้แล้วซึ่งทำให้เกิดดวงตา ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นอย่างไร
คืออริยมรรคมีองค์แปดนี้เอง ได้แก่ความเห็นชอบ ความดำริชอบการเจรจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบความพยายามชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือข้อปฏิบัติสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วซึ่งทำให้เกิดดวงตา ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
๓. ทุกขอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์การประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ห้าเป็นทุกข์
๔. ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องเหตุเกิดทุกข์ได้แก่ตัณหาที่ทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัดเพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ กล่าวคือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
๕. ทุกขนิโรธอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องความดับทุกข์ได้แก่ความดับตัณหานั้นเองโดยไม่เหลือ ด้วยความคลายกำหนัดความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น และความไม่ติดอาลัย
๖. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ได้แก่อริยมรรคมีองค์แปดนี้เอง คือความเห็นชอบ ความดำริชอบการเจรจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบความพยายามชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ
๗. ญาณ ๓ รอบในทุกขอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า "นี้คือทุกขอริยสัจ"
ว่า "ทุกขอริยสัจนี้ ควรกำหนดรู้"
และว่า "ทุกขอริยสัจนี้ เราได้กำหนดรู้แล้ว"
๘. ญาณ ๓ รอบในทุกขสมุทัยอริยสัจ
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า "นี้คือทุกขสมุทัยอริยสัจ"
ว่า "ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้ ควรละ"
และว่า "ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้ เราละได้แล้ว"
๙. ญาณ ๓ รอบในทุกขนิโรธอริยสัจ
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า "นี้คือทุกขนิโรธอริยสัจ"
ว่า "ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ ควรทำให้แจ้ง"
และว่า "ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ เราทำให้แจ้งแล้ว"
๑๐. ญาณ ๓ รอบในมรรคอริยสัจ
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า "นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ"
ว่า "ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ ควรเจริญ"
และว่า "ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ เราเจริญแล้ว"
๑๑. ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้แล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่นี้อันมีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ ยังไม่บริสุทธิ์ดีแก่เราตราบนั้นเรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
แต่เมื่อใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่นี้อันมีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ บริสุทธิ์ดีแล้วแก่เราเมื่อนั้นเราจึงปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
ก็ญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราว่าความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายบัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว
๑๒. พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้วภิกษุปัญจวัคคีย์มีใจยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็เมื่อพระองค์กำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีและมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา"
๑๓. เทวดาบันลือต่อกันทุกชั้นฟ้า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนธรรมจักรแล้วเหล่าภุมมเทวดาได้ป่าวประกาศว่า"นั่นคือธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนแล้วที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจหมุนกลับได้"
เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาได้ฟังเสียงของภุมมเทวดาแล้ว ก็ป่าวประกาศต่อเทวดาชั้นดาวดึงส์ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาแล้ว ก็ป่าวประกาศต่อเทวดาชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดีได้ฟังเสียงจากชั้นที่อยู่ถัดลงไปแล้ว ก็ป่าวประกาศต่อกันขึ้นไปทีละชั้นจนเทวดาชั้นพรหมกายิกาได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็ป่าวประกาศว่า
"นั่นคือธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนแล้วที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจหมุนกลับได้"
ในขณะนั้น ครู่นั้นเอง เสียงได้ดังขึ้นไปถึงพรหมโลกหมื่นโลกธาตุนี้หวั่นไหว สะเทือน สะท้านไปทั่วและแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลกล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทวดาทั้งหลาย
๑๔. ทรงเปล่งอุทานว่าโกณฑัญญะรู้แล้ว
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า"โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ"เพราะเหตุนี้ ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่า "อัญญาโกณฑัญญะ" ด้วยประการฉะนี้
ความหมายของธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าอะไร
ชื่อพระสูตรมาจากคำบาลีสามคำ คือ ธัมมะ (ธรรม) จักกะ (ล้อ หรือจักร) และ ปวัตตนะ (การทำให้หมุนไป) รวมกันแปลว่า "พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อแห่งธรรม" คนไทยจึงเรียกสั้น ๆ ว่า บทธรรมจักร และเพราะเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ จึงเรียกอีกชื่อว่า ปฐมเทศนา
ที่มาในพระไตรปิฎก
พระสูตรนี้อยู่ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หมวดสัจจสังยุตต์ (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙) และเรื่องเดียวกันเล่าไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ผู้ฟังคือภิกษุปัญจวัคคีย์ห้ารูป ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ซึ่งเคยอยู่ปรนนิบัติพระองค์ช่วงบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วหลีกไปเมื่อพระองค์เลิกทรมานตน หลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาท่านทั้งห้าที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี (ปัจจุบันคือสารนาถ ประเทศอินเดีย) แล้วทรงแสดงพระสูตรนี้เป็นครั้งแรก
ทางสายกลาง
ส่วนแรกทรงชี้ทางสุดโต่งสองด้านที่นักบวชไม่ควรเดิน ด้านหนึ่งคือการหมกมุ่นในกามสุข อีกด้านคือการทรมานตนให้ลำบาก ตามพุทธประวัติ พระองค์เคยผ่านมาแล้วทั้งสองด้าน ทั้งชีวิตที่พรั่งพร้อมในวังและการบำเพ็ญทุกรกิริยา ทางที่ทรงค้นพบคือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘
- สัมมาทิฏฐิ — เห็นชอบ
- สัมมาสังกัปปะ — ดำริชอบ
- สัมมาวาจา — เจรจาชอบ
- สัมมากัมมันตะ — กระทำชอบ
- สัมมาอาชีวะ — เลี้ยงชีพชอบ
- สัมมาวายามะ — พยายามชอบ
- สัมมาสติ — ระลึกชอบ
- สัมมาสมาธิ — ตั้งใจมั่นชอบ
อริยสัจ ๔
ส่วนที่สองคือความจริงอันประเสริฐสี่ประการ
- ทุกข์ — ความเกิด แก่ ตาย ความโศก การพลัดพราก ความไม่ได้ดังใจ โดยย่อคือขันธ์ห้าที่ยึดถือไว้เป็นทุกข์
- สมุทัย — เหตุเกิดทุกข์ คือตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
- นิโรธ — ความดับทุกข์ คือดับตัณหานั้นได้สิ้นเชิง
- มรรค — ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งก็คือทางสายกลางในส่วนแรกนั่นเอง
โครงสร้างนี้มักเปรียบกับการรักษาโรค คือ รู้อาการ รู้สาเหตุ รู้ว่ารักษาหายได้ และรู้วิธีรักษา
ญาณ ๓ รอบ ๑๒ อาการ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงรู้อริยสัจแต่ละข้อครบสามรอบ
- รอบที่ ๑ รู้ว่าความจริงนั้นคืออะไร — นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุเกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือทางดับทุกข์
- รอบที่ ๒ รู้ว่าต้องทำอะไรกับความจริงนั้น — ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญ
- รอบที่ ๓ รู้ว่าได้ทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว — ทุกข์กำหนดรู้แล้ว สมุทัยละแล้ว นิโรธทำให้แจ้งแล้ว มรรคเจริญแล้ว
สามรอบในอริยสัจสี่ข้อจึงเป็น สิบสองอาการ ตำราธรรมะไทยเรียกญาณสามรอบนี้ว่า สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ พระองค์ตรัสว่า ตราบใดที่ญาณครบสิบสองอาการนี้ยังไม่บริสุทธิ์ จะยังไม่ทรงประกาศว่าได้ตรัสรู้ เมื่อบริสุทธิ์แล้วจึงทรงประกาศ และรู้ว่าความหลุดพ้นนี้ไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
พระโกณฑัญญะ พระสงฆ์รูปแรก
ขณะทรงแสดงพระสูตรนี้ ดวงตาเห็นธรรมเกิดแก่พระโกณฑัญญะว่า ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมัง สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา คือท่านบรรลุธรรมขั้นแรก เป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ "โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ" ท่านจึงได้ชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่าต่อว่าท่านทูลขอบวช และพระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระวาจาว่า "เอหิ ภิกขุ" ท่านจึงเป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา
เกี่ยวข้องกับวันอาสาฬหบูชาอย่างไร
ไทยถือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็น วันอาสาฬหบูชา เพื่อระลึกถึงการแสดงพระสูตรนี้ ตามคติที่สืบกันมา วันนี้จึงถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงเริ่มประกาศพระศาสนา และเป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยครบทั้งสาม คือ พระพุทธเจ้า พระธรรมที่ทรงแสดง และพระสงฆ์รูปแรกคือพระอัญญาโกณฑัญญะ ดูวันอาสาฬหบูชาของปีนี้ได้ที่ปฏิทินวันพระและวันสำคัญ
เสียงบันลือของเทวดา
ท่อนท้ายเล่าว่าเมื่อทรงแสดงจบ เทวดาบนพื้นดินป่าวประกาศว่าธรรมจักรได้หมุนไปแล้ว ไม่มีใครหมุนกลับได้ เสียงนั้นดังต่อขึ้นไปทีละชั้น ตั้งแต่จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี จนถึงพรหมกายิกา แล้วหมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว และเกิดแสงสว่างยิ่งกว่าเทวานุภาพ หนังสือสวดมนต์หลายเล่มในไทยสวดท่อนนี้ยาวกว่า โดยไล่ชื่อชั้นพรหมต่อจนถึงอกนิฏฐา ดูท่อนที่เพิ่มได้ในหัวข้อฉบับอื่นด้านล่าง
สวดแล้วได้อะไร
พระสูตรนี้ไม่ได้กล่าวถึงผลของการสวด คุณค่าของบทนี้อยู่ที่เนื้อหา ซึ่งเป็นแก่นคำสอนทั้งหมดของพระพุทธศาสนาในที่เดียว การสวดพร้อมรู้ความหมายจึงเท่ากับได้ทบทวนทางสายกลางและอริยสัจสี่ทุกครั้ง ที่เล่ากันว่าสวดแล้วชีวิตเจริญก้าวหน้าหรือพ้นเคราะห์ เป็นความเชื่อที่นิยมกัน ไม่ได้กำหนดในพระไตรปิฎก ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำให้อ่านคำแปลจบหนึ่งรอบก่อนสวด จะสวดได้อย่างเข้าใจมากขึ้น
ฉบับที่สวดไล่ชั้นพรหมจนถึงอกนิฏฐา
ท่อนเสียงบันลือของเทวดา แบบไล่ชั้นพรหมครบ
หนังสือสวดมนต์หลายเล่มในไทยสวดท่อนเสียงบันลือของเทวดาต่อจากชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ขึ้นไปทีละชั้นของรูปพรหมจนถึงอกนิฏฐา แทนบรรทัด พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง แล้วจึงสวด เอตัมภะคะวะตา... ต่อไปจนจบเหมือนฉบับข้างบน ชื่อชั้นเหล่านี้ไม่มีในตัวพระสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งจบที่พรหมกายิกา และแต่ละเล่มเรียงต่างกันเล็กน้อย บางเล่มสวดพรัหมะกายิกาก่อนแล้วจึงต่อชั้นอื่น บางเล่มเพิ่มชั้นอสัญญสัตตาก่อนเวหัปผลา ถ้าวัดที่ไปสวดใช้แบบนี้ ให้สวดตามวัด
(ต่อจากบรรทัดของชั้นปรนิมมิตวสวัตดี)พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงพรัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตวาพรัหมะปุโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงพรัหมะปุโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวามะหาพรัหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงมะหาพรัหมานัง เทวานัง สัททัง สุตวาปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวาอัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงอัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวาอาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงอาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตวาปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวาอัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงอัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวาสุภะกิณหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงสุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตวาเวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงเวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุตวาอะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงอะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตวาอะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงอะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุตวาสุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงสุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตวาสุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงสุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตวาอะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง(แล้วสวด เอตัมภะคะวะตา... ต่อไปจนจบ)
คำอ่าน
พรัม-มะ-ปา-ริ-สัด-ชา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงพรัม-มะ-ปา-ริ-สัด-ชา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาพรัม-มะ-ปุ-โร-หิ-ตา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงพรัม-มะ-ปุ-โร-หิ-ตา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วามะ-หา-พรัม-มา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงมะ-หา-พรัม-มา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาปะ-ริด-ตา-พา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงปะ-ริด-ตา-พา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาอับ-ปะ-มา-นา-พา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงอับ-ปะ-มา-นา-พา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาอา-พัด-สะ-รา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงอา-พัด-สะ-รา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาปะ-ริด-ตะ-สุ-พา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงปะ-ริด-ตะ-สุ-พา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาอับ-ปะ-มา-นะ-สุ-พา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงอับ-ปะ-มา-นะ-สุ-พา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาสุ-พะ-กิน-หะ-กา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงสุ-พะ-กิน-หะ-กา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาเว-หับ-ผะ-ลา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงเว-หับ-ผะ-ลา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาอะ-วิ-หา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงอะ-วิ-หา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาอะ-ตับ-ปา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงอะ-ตับ-ปา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาสุ-ทัด-สา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงสุ-ทัด-สา-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาสุ-ทัด-สี เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุงสุ-ทัด-สี-นัง เท-วา-นัง สัด-ทัง สุด-ตะ-วาอะ-กะ-นิด-ถะ-กา เท-วา สัด-ทะ-มะ-นุด-สา-เว-สุง
คำแปล
เหล่าพรหมชั้นพรหมปาริสัชชาได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็ป่าวประกาศต่อจากนั้นเสียงก็ดังต่อขึ้นไปทีละชั้น ผ่านชั้นพรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสราปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหกา เวหัปผลา อวิหา อตัปปา สุทัสสา และสุทัสสีจนถึงชั้นอกนิฏฐา ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของรูปพรหม
ควรสวดตอนไหน
นิยมสวดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันระลึกถึงการแสดงพระสูตรนี้ครั้งแรก และในวันพระทั่วไป ดูวันของปีนี้ได้ที่ปฏิทินวันพระและวันสำคัญ
ก่อนสวดให้ตั้งนะโม 3 จบ เนื่องจากเป็นบทยาว เหมาะกับการสวดในวันที่มีเวลาเต็มที่ ถ้าสวดไม่จบในครั้งเดียว จะแบ่งสวดทีละส่วนตามหัวข้อก็ได้ หากสวดคนเดียวที่บ้าน แนะนำให้เปิดโหมดสวดและใช้ Auto Scroll ความเร็วช้า
ความถี่ที่แนะนำ
สวดในวันอาสาฬหบูชาและวันพระสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าอะไร
แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อแห่งธรรม มาจาก ธัมมะ (ธรรม) จักกะ (ล้อ) และปวัตตนะ (ทำให้หมุนไป) เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้า จึงเรียกอีกชื่อว่าปฐมเทศนา หรือเรียกสั้น ๆ ว่าบทธรรมจักร
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สวดวันไหน
นิยมสวดในวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันระลึกถึงการแสดงพระสูตรนี้ครั้งแรก และในวันพระทั่วไป ดูวันอาสาฬหบูชาของปีนี้ได้ที่ปฏิทินวันพระและวันสำคัญ แต่จะสวดวันอื่นก็ได้ ไม่มีข้อห้าม
ญาณ ๓ รอบ ๑๒ อาการ คืออะไร
คือการรู้อริยสัจแต่ละข้อครบสามรอบ ได้แก่ รู้ว่าความจริงนั้นคืออะไร รู้ว่าควรทำอะไรกับมัน (กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง เจริญมรรค) และรู้ว่าทำเสร็จแล้ว สามรอบในอริยสัจสี่ข้อจึงเป็นสิบสองอาการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงประกาศว่าตรัสรู้ ก็ต่อเมื่อญาณครบสิบสองอาการนี้บริสุทธิ์แล้ว
ทำไมพระโกณฑัญญะจึงได้ชื่อว่าอัญญาโกณฑัญญะ
ขณะฟังพระสูตรนี้ ดวงตาเห็นธรรมเกิดแก่ท่านว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานว่า อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ท่านจึงได้ชื่อว่าอัญญาโกณฑัญญะ และต่อมาได้บวชเป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา
ปัญจวัคคีย์ คือใคร
คือภิกษุห้ารูปผู้ฟังปฐมเทศนา ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ท่านเคยปรนนิบัติพระพุทธเจ้าช่วงบำเพ็ญทุกรกิริยา และหลีกไปเมื่อพระองค์เลิกทรมานตน พระโกณฑัญญะบวชเป็นรูปแรก อีกสี่รูปบวชตามหลังทรงสั่งสอนเพิ่มเติม จึงเป็นพระสงฆ์ชุดแรกในพระพุทธศาสนา
ทำไมบางเล่มสวดชื่อชั้นพรหมยาวกว่าหน้านี้
ในพระไตรปิฎก เสียงประกาศของเทวดาขึ้นไปจบที่ชั้นพรหมกายิกา หน้านี้ใช้ตามนั้น ส่วนหนังสือสวดมนต์หลายเล่มในไทยสวดไล่ชื่อชั้นรูปพรหมต่อจนถึงอกนิฏฐา ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มในการสวด ถ้าวัดที่ไปใช้แบบนั้น ดูท่อนที่เพิ่มพร้อมคำอ่านได้ในหัวข้อฉบับอื่นของหน้านี้
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน
อยู่ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หมวดสัจจสังยุตต์ (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙) และเรื่องเดียวกันเล่าไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ฉบับอักษรโรมันอ้างเป็น SN 56.11
สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแล้วได้อะไร
พระสูตรไม่ได้กล่าวถึงผลของการสวด ที่เล่ากันว่าสวดแล้วชีวิตเจริญก้าวหน้าหรือพ้นเคราะห์ เป็นความเชื่อที่นิยมกัน ไม่ได้กำหนดในพระไตรปิฎก ประโยชน์ที่ได้แน่คือได้ทบทวนแก่นคำสอนเรื่องทางสายกลางและอริยสัจสี่ทุกครั้งที่สวด
แหล่งอ้างอิง
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สัจจสังยุตต์ (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙) เรื่องเดียวกันเล่าไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ด้วย ตัวบทตรวจกับพระบาลีฉบับมหาสังคีติ (SuttaCentral SN 56.11) หนังสือ A Chanting Guide ของพระธานิสสโร และหนังสือสวดมนต์แปลของพระศาสนโศภน (แจ่ม จตฺตสลฺโล) ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย สะกดแบบอักษรไทยสำหรับสวด
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา
กำลังสวดตามชุด
ชุดสวดวันพระ
บทที่ 5 จาก 6