ธชัคคสูตร (ฉบับเต็ม)
บทสวดธชัคคสูตรฉบับเต็ม พร้อมคำอ่านทุกบรรทัด คำแปล เรื่องท้าวสักกะกับยอดธงตามพระไตรปิฎก ที่มาของบทอิติปิโส และท่อนที่สวดแบบย่อได้เมื่อมีเวลาน้อย
บทสวดธชัคคสูตร
(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)
บทนำ — พระพุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุ
เอวัมเม สุตังเอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติเชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุงภะคะวา เอตะทะโวจะ ฯ
บทที่ ๑ — ท้าวสักกะให้มองยอดธง
ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุระสังคาโม สะมุปัพยุฬโห อะโหสิอะถะ โข ภิกขะเว สักโก เทวานะมินโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิสะเจ มาริสา เทวานัง สังคามะคะตานังอุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วามะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะมะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะติ ฯ
โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะอะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะปะชาปะติสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะติ ฯ
โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะอะถะ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะวะรุณัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะติ ฯ
โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะอะถะ อีสานัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะอีสานัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะตีติ ฯ
บทที่ ๒ — ยอดธงของจอมเทพยังไม่แน่นอน
ตัง โข ปะนะ ภิกขะเวสักกัสสะ วา เทวานะมินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังปะชาปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังวะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังอีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยเยถาปิ โนปิ ปะหิยเยถะตัง กิสสะ เหตุสักโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโทอะวีตะราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโหภีรุ ฉัมภี อุตราสี ปะลายีติ ฯ
บทที่ ๓ — ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิสะเจ ตุมหากัง ภิกขะเวอะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุญญาคาระคะตานัง วาอุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วามะเมวะ ตัสมิง สะมะเย อะนุสสะเรยยาถะ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธวิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทูอะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะติ ฯ
บทที่ ๔ — ถ้าไม่ได้ ระลึกถึงพระธรรม
โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะอะถะ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโกโอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ
ธัมมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะติ ฯ
บทที่ ๕ — ถ้ายังไม่ได้ ระลึกถึงพระสงฆ์
โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะอะถะ สังฆัง อะนุสสะเรยยาถะ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลาเอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโยอะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
สังฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตังยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยยิสสะติ ฯ
บทที่ ๖ — เหตุที่ระลึกแล้วหายกลัว
ตัง กิสสะ เหตุตะถาคะโต หิ ภิกขะเว อะระหัง สัมมาสัมพุทโธวีตะราโค วีตะโทโส วีตะโมโหอะภีรุ อัจฉัมภี อะนุตราสี อะปะลายีติ ฯ
อิทะมะโวจะ ภะคะวาอิทัง วัตวานะ สุคะโต อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สัตถา
บทที่ ๗ — คาถาท้ายพระสูตร
อะรัญเญ รุกขะมูเล วาสุญญาคาเร วะ ภิกขะโวอะนุสสะเรถะ สัมพุทธังภะยัง ตุมหากะ โน สิยา ฯ
โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะโลกะเชฏฐัง นะราสะภังอะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะนิยยานิกัง สุเทสิตัง ฯ
โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะนิยยานิกัง สุเทสิตังอะถะ สังฆัง สะเรยยาถะปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง ฯ
เอวัมพุทธัง สะรันตานังธัมมัง สังฆัญจะ ภิกขะโวภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วาโลมะหังโส นะ เหสสะตีติ ฯ
คำอ่าน
อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้
บทนำ — พระพุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุ
เอ-วำ-เม สุ-ตังเอ-กัง สะ-มะ-ยัง พะ-คะ-วา สา-วัด-ถิ-ยัง วิ-หะ-ระ-ติเช-ตะ-วะ-เน อะ-นา-ถะ-ปิน-ทิ-กัด-สะ อา-รา-เมตัด-ตระ โข พะ-คะ-วา พิก-ขู อา-มัน-เต-สิ พิก-ขะ-โว-ติพะ-ทัน-เต-ติ เต พิก-ขู พะ-คะ-วะ-โต ปัด-จัด-โส-สุงพะ-คะ-วา เอ-ตะ-ทะ-โว-จะ
บทที่ ๑ — ท้าวสักกะให้มองยอดธง
พู-ตะ-ปุบ-พัง พิก-ขะ-เว เท-วา-สุ-ระ-สัง-คา-โม สะ-มุ-ปับ-พะ-ยุน-โห อะ-โห-สิอะ-ถะ โข พิก-ขะ-เว สัก-โก เท-วา-นะ-มิน-โท เท-เว ตา-วะ-ติง-เส อา-มัน-เต-สิสะ-เจ มา-ริ-สา เท-วา-นัง สัง-คา-มะ-คะ-ตา-นังอุบ-ปัด-ไช-ยะ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วามะ-เม-วะ ตัด-สะ-หมิง สะ-มะ-เย ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะมะ-มัง หิ โว ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ติ
โน เจ เม ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะอะ-ถะ ปะ-ชา-ปะ-ติด-สะ เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะปะ-ชา-ปะ-ติด-สะ หิ โว เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ติ
โน เจ ปะ-ชา-ปะ-ติด-สะ เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะอะ-ถะ วะ-รุ-นัด-สะ เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะวะ-รุ-นัด-สะ หิ โว เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ติ
โน เจ วะ-รุ-นัด-สะ เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะอะ-ถะ อี-สา-นัด-สะ เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-ไก-ยา-ถะอี-สา-นัด-สะ หิ โว เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ตี-ติ
บทที่ ๒ — ยอดธงของจอมเทพยังไม่แน่นอน
ตัง โข ปะ-นะ พิก-ขะ-เวสัก-กัด-สะ วา เท-วา-นะ-มิน-ทัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังปะ-ชา-ปะ-ติด-สะ วา เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังวะ-รุ-นัด-สะ วา เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังอี-สา-นัด-สะ วา เท-วะ-รา-ชัด-สะ ทะ-ชัก-คัง อุน-โล-กะ-ยะ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-เย-ถา-ปิ โน-ปิ ปะ-หิย-เย-ถะตัง กิด-สะ เห-ตุสัก-โก หิ พิก-ขะ-เว เท-วา-นะ-มิน-โทอะ-วี-ตะ-รา-โค อะ-วี-ตะ-โท-โส อะ-วี-ตะ-โม-โหพี-รุ ฉำ-พี อุด-ตรา-สี ปะ-ลา-ยี-ติ
บทที่ ๓ — ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
อะ-หัน-จะ โข พิก-ขะ-เว เอ-วัง วะ-ทา-มิสะ-เจ ตุม-หา-กัง พิก-ขะ-เวอะ-รัน-ยะ-คะ-ตา-นัง วา รุก-ขะ-มู-ละ-คะ-ตา-นัง วา สุน-ยา-คา-ระ-คะ-ตา-นัง วาอุบ-ปัด-ไช-ยะ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วามะ-เม-วะ ตัด-สะ-หมิง สะ-มะ-เย อะ-นุด-สะ-ไร-ยา-ถะ
อิ-ติ-ปิ โส พะ-คะ-วา อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โทวิด-ชา-จะ-ระ-นะ-สำ-ปัน-โน สุ-คะ-โต โล-กะ-วิ-ทูอะ-นุด-ตะ-โร ปุ-ริ-สะ-ทำ-มะ-สา-ระ-ถิสัด-ถา เท-วะ-มะ-นุด-สา-นัง พุด-โท พะ-คะ-วา-ติ
มะ-มัง หิ โว พิก-ขะ-เว อะ-นุด-สะ-ระ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ติ
บทที่ ๔ — ถ้าไม่ได้ ระลึกถึงพระธรรม
โน เจ มัง อะ-นุด-สะ-ไร-ยา-ถะอะ-ถะ ทำ-มัง อะ-นุด-สะ-ไร-ยา-ถะ
สะ-หวาก-ขา-โต พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-โมสัน-ทิด-ถิ-โก อะ-กา-ลิ-โก เอ-หิ-ปัด-สิ-โกโอ-ปะ-นะ-ยิ-โก ปัด-จัด-ตัง เว-ทิ-ตับ-โพ วิน-ยู-ฮี-ติ
ทำ-มัง หิ โว พิก-ขะ-เว อะ-นุด-สะ-ระ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ติ
บทที่ ๕ — ถ้ายังไม่ได้ ระลึกถึงพระสงฆ์
โน เจ ทำ-มัง อะ-นุด-สะ-ไร-ยา-ถะอะ-ถะ สัง-คัง อะ-นุด-สะ-ไร-ยา-ถะ
สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคอุ-ชุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคยา-ยะ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคสา-มี-จิ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคยะ-ทิ-ทัง จัด-ตา-ริ ปุ-ริ-สะ-ยุ-คา-นิ อัด-ถะ ปุ-ริ-สะ-ปุก-คะ-ลาเอ-สะ พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคอา-หุ-ไน-โย ปา-หุ-ไน-โย ทัก-ขิ-ไน-โย อัน-ชะ-ลี-กะ-ระ-นี-โยอะ-นุด-ตะ-รัง ปุน-ยัก-เขด-ตัง โล-กัด-สา-ติ
สัง-คัง หิ โว พิก-ขะ-เว อะ-นุด-สะ-ระ-ตังยำ-พะ-วิด-สะ-ติ พะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วา โล-มะ-หัง-โส วาโส ปะ-หิย-ยิด-สะ-ติ
บทที่ ๖ — เหตุที่ระลึกแล้วหายกลัว
ตัง กิด-สะ เห-ตุตะ-ถา-คะ-โต หิ พิก-ขะ-เว อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โทวี-ตะ-รา-โค วี-ตะ-โท-โส วี-ตะ-โม-โหอะ-พี-รุ อัด-ฉำ-พี อะ-นุด-ตรา-สี อะ-ปะ-ลา-ยี-ติ
อิ-ทะ-มะ-โว-จะ พะ-คะ-วาอิ-ทัง วัด-ตะ-วา-นะ สุ-คะ-โต อะ-ถา-ปะ-รัง เอ-ตะ-ทะ-โว-จะ สัด-ถา
บทที่ ๗ — คาถาท้ายพระสูตร
อะ-รัน-เย รุก-ขะ-มู-เล วาสุน-ยา-คา-เร วะ พิก-ขะ-โวอะ-นุด-สะ-เร-ถะ สำ-พุด-ทังพะ-ยัง ตุม-หา-กะ โน สิ-ยา
โน เจ พุด-ทัง สะ-ไร-ยา-ถะโล-กะ-เชด-ถัง นะ-รา-สะ-พังอะ-ถะ ทำ-มัง สะ-ไร-ยา-ถะนิย-ยา-นิ-กัง สุ-เท-สิ-ตัง
โน เจ ทำ-มัง สะ-ไร-ยา-ถะนิย-ยา-นิ-กัง สุ-เท-สิ-ตังอะ-ถะ สัง-คัง สะ-ไร-ยา-ถะปุน-ยัก-เขด-ตัง อะ-นุด-ตะ-รัง
เอ-วำ-พุด-ทัง สะ-รัน-ตา-นังทำ-มัง สัง-คัน-จะ พิก-ขะ-โวพะ-ยัง วา ฉำ-พิ-ตัด-ตัง วาโล-มะ-หัง-โส นะ เหด-สะ-ตี-ติ
คำแปล
บทนำ — พระพุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกะ ใกล้กรุงสาวัตถีณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย"ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
บทที่ ๑ — ท้าวสักกะให้มองยอดธง
ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เทวดากับอสูรตั้งทัพประชิดกันเพื่อทำสงครามครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพตรัสสั่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า"ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเทวดาที่เข้าสู่สงครามเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองในเวลานั้นให้มองดูยอดธงของเรา เพราะเมื่อมองดูยอดธงของเราความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองที่มี จะหายไป
ถ้าไม่มองดูยอดธงของเรา ก็ให้มองดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราชเพราะเมื่อมองดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราช ความกลัวเหล่านั้นจะหายไป
ถ้าไม่มองดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราช ก็ให้มองดูยอดธงของท้าววรุณเทวราชเพราะเมื่อมองดูยอดธงของท้าววรุณเทวราช ความกลัวเหล่านั้นจะหายไป
ถ้าไม่มองดูยอดธงของท้าววรุณเทวราช ก็ให้มองดูยอดธงของท้าวอีสานเทวราชเพราะเมื่อมองดูยอดธงของท้าวอีสานเทวราช ความกลัวเหล่านั้นจะหายไป"
บทที่ ๒ — ยอดธงของจอมเทพยังไม่แน่นอน
ภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อเทวดามองดูยอดธงของท้าวสักกะจอมเทพของท้าวปชาบดี ของท้าววรุณ หรือของท้าวอีสานเทวราชความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองที่มี อาจหายไปบ้าง ไม่หายบ้างเพราะเหตุไร เพราะท้าวสักกะจอมเทพยังไม่ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะยังขลาด ยังหวาดสะดุ้ง ยังตกใจ และยังหนี
บทที่ ๓ — ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนเรากล่าวอย่างนี้ว่าถ้าพวกเธอไปอยู่ในป่า ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่างแล้วเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองในเวลานั้นให้ระลึกถึงเราว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว รู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่าเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้มีพระภาค
เพราะเมื่อพวกเธอระลึกถึงเราความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองที่มี จะหายไป
บทที่ ๔ — ถ้าไม่ได้ ระลึกถึงพระธรรม
ถ้าไม่ระลึกถึงเรา ก็ให้ระลึกถึงพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วผู้ปฏิบัติเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มาดูควรน้อมเข้ามาไว้ในตน วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน
เพราะเมื่อพวกเธอระลึกถึงพระธรรมความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองที่มี จะหายไป
บทที่ ๕ — ถ้ายังไม่ได้ ระลึกถึงพระสงฆ์
ถ้าไม่ระลึกถึงพระธรรม ก็ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ปฏิบัติสมควรได้แก่คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุคคล นี่คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคควรแก่ของที่เขานำมาบูชา ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การกราบไหว้เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
เพราะเมื่อพวกเธอระลึกถึงพระสงฆ์ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนลุกขนพองที่มี จะหายไป
บทที่ ๖ — เหตุที่ระลึกแล้วหายกลัว
เพราะเหตุไร เพราะพระตถาคตเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองปราศจากราคะ โทสะ และโมหะแล้วไม่ขลาด ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่ตกใจ และไม่หนี
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว พระสุคตผู้เป็นศาสดาจึงตรัสคาถาต่อไปอีกว่า
บทที่ ๗ — คาถาท้ายพระสูตร
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธออยู่ในป่า ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่างจงระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้า ความกลัวจะไม่มีแก่พวกเธอ
ถ้าพวกเธอระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่ในโลก ผู้องอาจในหมู่ชนไม่ได้ก็จงระลึกถึงพระธรรม อันนำออกจากทุกข์ ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
ถ้าพวกเธอระลึกถึงพระธรรม อันนำออกจากทุกข์ ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วไม่ได้ก็จงระลึกถึงพระสงฆ์ ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จะไม่มีเลย
ความหมายของธชัคคสูตร
ธชัคคสูตร แปลว่าอะไร
ธชะ แปลว่า ธง และ อัคคะ แปลว่า ยอด ธชัคคะจึงแปลว่า "ยอดธง" ชื่อนี้มาจากเรื่องในพระสูตรเอง ที่ท้าวสักกะบอกเหล่าเทวดาให้มองยอดธงของจอมเทพเมื่อเกิดความกลัวในสนามรบ เมื่อนำมาสวดเป็นพระปริตเพื่อคุ้มครอง จึงเรียกอีกชื่อว่า ธชัคคปริตร
ที่มาในพระไตรปิฎก
ธชัคคสูตรอยู่ในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุตต์ (พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 863–866) พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายขณะประทับที่พระเชตวัน ใกล้กรุงสาวัตถี ทรงเล่าว่าครั้งหนึ่งเทวดากับอสูรตั้งทัพประชิดกัน ท้าวสักกะจอมเทพจึงบอกเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ถ้ากลัวให้มองยอดธงของพระองค์ ถ้าไม่มองยอดธงของพระองค์ ก็ให้มองยอดธงของท้าวปชาบดี ท้าววรุณ หรือท้าวอีสาน ไล่ไปทีละองค์
จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า วิธีนั้นทำให้หายกลัวได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะท้าวสักกะเองยังไม่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ยังกลัวและยังหนีได้ แล้วทรงสอนภิกษุว่า เมื่อไปอยู่ในป่า ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่าง แล้วเกิดความกลัว ให้ระลึกถึงพระองค์ ถ้าระลึกถึงพระองค์ไม่ได้ ให้ระลึกถึงพระธรรม ถ้ายังไม่ได้อีก ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ เพราะพระตถาคตปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว จึงไม่กลัวและไม่หนี ตอนท้ายทรงสรุปทั้งหมดเป็นคาถา 4 บท คือท่อน อะรัญเญ รุกขะมูเล วา ที่คนไทยคุ้นกัน
เรื่องท้าวสักกะกับยอดธงนี้อยู่ในตัวพระสูตรเอง ไม่ได้มาจากอรรถกถา
ธชัคคสูตรคือต้นทางของบทอิติปิโส
ถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าให้ใช้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ในพระสูตรนี้ (บทที่ 3–5 ของหน้านี้) คือบทพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ที่คนไทยสวดกันทุกวันในชื่อบทอิติปิโส ความหมายของคุณแต่ละข้อแบบทีละคำ อ่านได้ที่หน้าบทอิติปิโส
ในการสวดพระปริตตามบ้าน พระสงฆ์มักสวดอย่างย่อเพื่อไม่ให้ใช้เวลานาน ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ในหนังสือตำนานพระปริต และหนังสือสวดมนต์บางฉบับก็มีธชัคคปริตรเฉพาะท่อนอิติปิโส ส่วนหน้านี้เป็นตัวพระสูตรตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าจะสวดพระปริตครบทั้งชุด ดูลำดับได้ที่ชุดเจ็ดตำนาน
ทำไมระลึกถึงพระรัตนตรัยแล้วหายกลัว
เหตุผลอยู่ในพระสูตรเอง ยอดธงของจอมเทพช่วยได้ไม่แน่นอน เพราะเจ้าของธงยังกลัวอยู่ ส่วนพระพุทธเจ้าที่ให้ระลึกถึงนั้นปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ไม่กลัวและไม่หนีแล้ว ใจที่ยึดสิ่งที่มั่นคงจริงไว้ จึงไม่ไหลไปตามความกลัว
อีกจุดที่ควรสังเกตคือ พระพุทธเจ้าทรงให้ทางเลือกไว้ถึงสามชั้น ระลึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ได้ ก็ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระธรรมไม่ได้ ก็ระลึกถึงพระสงฆ์ เหมือนทรงเข้าใจว่าในยามกลัว ใจคนเราไม่ได้ทำได้ดั่งใจเสมอไป ขอเพียงมีที่ให้ใจเกาะสักอย่าง
สวดแล้วได้อะไร
ผลที่พระสูตรบอกไว้ตรง ๆ คือ เมื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง และความขนพองสยองเกล้าจะหายไป ส่วนความเชื่อที่นิยมกันว่าบทนี้คุ้มครองการเดินทางหรือป้องกันภัยต่าง ๆ เป็นความเชื่อที่สืบกันมา ไม่ได้กล่าวไว้ในพระสูตร ในพระคาถาชินบัญชรก็อัญเชิญธชัคคสูตรมาไว้เบื้องหลังของผู้สวด (ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ)
ควรสวดตอนไหน
สวดเมื่อรู้สึกกลัวหรือใจไม่มั่นคง เช่น ต้องอยู่ลำพังในที่ไม่คุ้นเคย เดินทางกลางคืน หรือก่อนเผชิญเรื่องที่ทำให้ใจหวั่น ซึ่งตรงกับสถานการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ในพระสูตร
ถ้ามีเวลาน้อย สวดเฉพาะคาถาท้ายพระสูตร (บทที่ ๗ อะรัญเญ รุกขะมูเล วา) หรือเฉพาะบทอิติปิโสก็ได้ และถ้าอยู่ในที่ที่สวดออกเสียงไม่ได้ จะระลึกในใจก็ได้ เพราะสิ่งที่พระสูตรสอนคือการระลึก ไม่ได้บังคับให้ออกเสียง
ความถี่ที่แนะนำ
สวดเมื่อต้องการกำลังใจ หรือสวดเต็มบทในวันพระ
คำถามที่พบบ่อย
ธชัคคสูตร แปลว่าอะไร
ธชัคคะ แปลว่า ยอดธง มาจากเรื่องในพระสูตรที่ท้าวสักกะให้เทวดามองยอดธงของจอมเทพเมื่อเกิดความกลัวในสงครามกับอสูร พระพุทธเจ้าทรงยกเรื่องนี้ขึ้นเพื่อสอนว่า การระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่มั่นคงกว่า
ธชัคคสูตร อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน
อยู่ในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุตต์ พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 863–866 พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี เรื่องท้าวสักกะกับยอดธงอยู่ในตัวพระสูตรเอง ไม่ได้มาจากอรรถกถา
ธชัคคสูตรเกี่ยวกับบทอิติปิโสอย่างไร
บทอิติปิโสทั้งสามตอน คือพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ยกมาจากพระสูตรนี้ เป็นถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าทรงให้ใช้ระลึกเมื่อเกิดความกลัว อ่านความหมายทีละข้อได้ที่หน้าบทอิติปิโส
ธชัคคสูตรกับธชัคคปริตร ต่างกันไหม
เป็นพระสูตรเดียวกัน เรียกธชัคคสูตรตามชื่อในพระไตรปิฎก และเรียกธชัคคปริตรเมื่อใช้สวดเป็นพระปริตเพื่อคุ้มครอง เวลาสวดพระปริตตามบ้าน พระสงฆ์มักสวดแบบย่อ และหนังสือสวดมนต์บางฉบับก็มีธชัคคปริตรเฉพาะท่อนอิติปิโส
ธชัคคสูตรฉบับย่อ สวดท่อนไหน
ถ้ามีเวลาน้อย สวดเฉพาะคาถาท้ายพระสูตร 4 บท ที่ขึ้นต้นว่า อะรัญเญ รุกขะมูเล วา ซึ่งสรุปใจความของทั้งพระสูตรไว้ หรือสวดเฉพาะบทอิติปิโสก็ได้ เมื่อมีเวลาค่อยสวดฉบับเต็ม
สวดธชัคคสูตรแล้วได้อะไร ช่วยแก้กลัวได้จริงไหม
พระสูตรกล่าวว่าเมื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ความกลัวและความหวาดสะดุ้งจะหายไป ในทางปฏิบัติ การมีสิ่งที่มั่นคงให้ใจเกาะช่วยให้ใจไม่ไหลไปตามความกลัว ส่วนความเชื่อเรื่องคุ้มครองการเดินทางเป็นความเชื่อที่สืบกันมา ไม่ได้อยู่ในพระสูตร
สวดธชัคคสูตรตอนไหน ต้องสวดกี่จบ
สวดได้ทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกกลัวหรือต้องอยู่ลำพัง พระสูตรไม่ได้กำหนดจำนวนจบ สวดจบเดียวอย่างตั้งใจ หรือระลึกในใจ ก็ตรงตามที่พระสูตรสอนแล้ว
แหล่งอ้างอิง
ธชัคคสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุตต์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๕ ข้อ ๘๖๓–๘๖๖ ตัวบทตรวจกับพระไตรปิฎกบาลีฉบับอักษรไทย ฉบับบาลีของ SuttaCentral (sn11.3) และหนังสือ A Chanting Guide ของคณะธรรมยุตในสหรัฐอเมริกา ส่วนการสะกดแบบสวดมนต์ไทย เทียบกับหนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์ สวดมนต์ข้ามปี ของกรมการศาสนา คำขึ้นต้น เอวัมเม สุตัง เติมตามธรรมเนียมการสวด (ฉบับบาลีอักษรไทยขึ้นต้นที่ เอกัง สะมะยัง)
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา
กำลังสวดตามชุด
เจ็ดตำนาน
บทที่ 7 จาก 8
กำลังสวดตามชุด
สิบสองตำนาน
บทที่ 8 จาก 13
-
นมการสิทธิคาถา
-
มงคลสูตร
-
รัตนสูตร
-
กรณียเมตตสูตร
-
ขันธปริตร
-
โมรปริตร
-
วัฏฏกปริตร
-
ธชัคคสูตร
-
อาฏานาฏิยปริตร
-
อังคุลิมาลปริตร
-
โพชฌังคปริตร
-
อภยปริตร
-
มหาการุณิโก