อาฏานาฏิยปริตร (ฉบับเต็ม)

อาฏานาฏิยปริตรฉบับเต็มแบบสิบสองตำนาน พร้อมบทขัดและฉบับย่อ คำอ่านทุกบรรทัด คำแปล และที่มาจากอาฏานาฏิยสูตรที่ท้าวเวสสุวรรณกล่าวถวายพระพุทธเจ้า

พระปริตร 15 นาที อัปเดต 9 ตุลาคม 2569
เริ่มโหมดสวด

บทสวดอาฏานาฏิยปริตร

(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)

บทขัด (ผู้นำสวดก่อนเข้าบท)

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเตอะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิปะริสานัญจะตัสสันนะมะหิงสายะ จะ คุตติยายันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ

บทที่ ๑ — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์

วิปัสสิสสะ นะมัตถุจักขุมันตัสสะ สิรีมะโตสิขิสสะปิ นะมัตถุสัพพะภูตานุกัมปิโน ฯ

เวสสะภุสสะ นะมัตถุนะหาตะกัสสะ ตะปัสสิโนนะมัตถุ กะกุสันธัสสะมาระเสนัปปะมัททิโน ฯ

โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุพราหมะณัสสะ วุสีมะโตกัสสะปัสสะ นะมัตถุวิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ ฯ

อังคีระสัสสะ นะมัตถุสักยะปุตตัสสะ สิรีมะโตโย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิสัพพะทุกขาปะนูทะนัง ฯ

เย จาปิ นิพพุตา โลเกยะถาภูตัง วิปัสสิสุงเต ชะนา อะปิสุณามะหันตา วีตะสาระทา ฯ

หิตัง เทวะมะนุสสานังยัง นะมัสสันติ โคตะมังวิชชาจะระณะสัมปันนังมะหันตัง วีตะสาระทัง ฯ

(ฉบับย่อ จบด้วยสองบรรทัดนี้)

วิชชาจะระณะสัมปันนังพุทธัง วันทามะ โคตะมันติ ฯ

(ฉบับเต็ม ข้ามสองบรรทัดนี้ ต่อบทที่ ๒)

บทที่ ๒ — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์

นะโม เม สัพพะพุทธานังอุปปันนานัง มะเหสินังตัณหังกะโร มะหาวีโรเมธังกะโร มะหายะโสสะระณังกะโร โลกะหิโตทีปังกะโร ชุตินธะโรโกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโขมังคะโล ปุริสาสะโภ ฯ

สุมะโน สุมะโน ธีโรเรวะโต ระติวัฑฒะโนโสภิโต คุณะสัมปันโนอะโนมะทัสสี ชะนุตตะโมปะทุโม โลกะปัชโชโตนาระโท วะระสาระถีปะทุมุตตะโร สัตตะสาโรสุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล ฯ

สุชาโต สัพพะโลกัคโคปิยะทัสสี นะราสะโภอัตถะทัสสี การุณิโกธัมมะทัสสี ตะโมนุโทสิทธัตโถ อะสะโม โลเกติสโส จะ วะทะตัง วะโรปุสโส จะ วะระโท พุทโธวิปัสสี จะ อะนูปะโม ฯ

สิขี สัพพะหิโต สัตถาเวสสะภู สุขะทายะโกกะกุสันโธ สัตถะวาโหโกนาคะมะโน ระณัญชะโหกัสสะโป สิริสัมปันโนโคตะโม สักยะปุงคะโว ฯ

บทที่ ๓ — คุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

เอเต จัญเญ จะ สัมพุทธาอะเนกะสะตะโกฏะโยสัพเพ พุทธา อะสะมะสะมาสัพเพ พุทธา มะหิทธิกา ฯ

สัพเพ ทะสะพะลูเปตาเวสารัชเชหุปาคะตาสัพเพ เต ปะฏิชานันติอาสะภัณฐานะมุตตะมัง ฯ

สีหะนาทัง นะทันเต เตปะริสาสุ วิสาระทาพรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติโลเก อัปปะฏิวัตติยัง ฯ

อุเปตา พุทธะธัมเมหิอัฏฐาระสะหิ นายะกาทวัตติงสะลักขะณูเปตาสีตยานุพยัญชะนาธะรา ฯ

พยามัปปะภายะ สุปปะภาสัพเพ เต มุนิกุญชะราพุทธา สัพพัญญุโน เอเตสัพเพ ขีณาสะวา ชินา ฯ

มะหัปปะภา มะหาเตชามะหาปัญญา มะหัพพะลามะหาการุณิกา ธีราสัพเพสานัง สุขาวะหา ฯ

ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะตาณา เลณา จะ ปาณินังคะตี พันธู มะหัสสาสาสะระณา จะ หิเตสิโน ฯ

สะเทวะกัสสะ โลกัสสะสัพเพ เอเต ปะรายะนาเตสาหัง สิระสา ปาเทวันทามิ ปุริสุตตะเม ฯ

วะจะสา มะนะสา เจวะวันทาเมเต ตะถาคะเตสะยะเน อาสะเน ฐาเนคะมะเน จาปิ สัพพะทา ฯ

บทที่ ๔ — ขอพระพุทธเจ้าทรงคุ้มครอง

สะทา สุเขนะ รักขันตุพุทธา สันติกะรา ตุวังเตหิ ตวัง รักขิโต สันโตมุตโต สัพพะภะเยนะ จะ

สัพพะโรคะวินิมุตโตสัพพะสันตาปะวัชชิโตสัพพะเวระมะติกกันโตนิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯ

เตสัง สัจเจนะ สีเลนะขันติเมตตาพะเลนะ จะเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

บทที่ ๕ — ขอเทวดาทั้งสี่ทิศคุ้มครอง

ปุรัตถิมัสมิง ทิสาภาเคสันติ ภูตา มะหิทธิกาเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

ทักขิณัสมิง ทิสาภาเคสันติ เทวา มะหิทธิกาเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

ปัจฉิมัสมิง ทิสาภาเคสันติ นาคา มะหิทธิกาเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

อุตตะรัสมิง ทิสาภาเคสันติ ยักขา มะหิทธิกาเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐทักขิเณนะ วิรุฬหะโกปัจฉิเมนะ วิรูปักโขกุเวโร อุตตะรัง ทิสัง ฯ

จัตตาโร เต มะหาราชาโลกะปาลา ยะสัสสิโนเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐาเทวา นาคา มะหิทธิกาเตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุอาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ฯ

บทที่ ๖ — คำสัจจะและพรปิดท้าย

นัตถิ เม สะระณัง อัญญังพุทโธ เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ

นัตถิ เม สะระณัง อัญญังธัมโม เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ

นัตถิ เม สะระณัง อัญญังสังโฆ เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะโหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเกวิชชะติ วิวิธัง ปุถุระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเกวิชชะติ วิวิธัง ปุถุระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

ยังกิญจิ ระตะนัง โลเกวิชชะติ วิวิธัง ปุถุระตะนัง สังฆะสะมัง นัตถิตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

สักกัตวา พุทธะระตะนังโอสะถัง อุตตะมัง วะรังหิตัง เทวะมะนุสสานังพุทธะเตเชนะ โสตถินานัสสันตุปัททะวา สัพเพทุกขา วูปะสะเมนตุ เต ฯ

สักกัตวา ธัมมะระตะนังโอสะถัง อุตตะมัง วะรังปะริฬาหูปะสะมะนังธัมมะเตเชนะ โสตถินานัสสันตุปัททะวา สัพเพภะยา วูปะสะเมนตุ เต ฯ

สักกัตวา สังฆะระตะนังโอสะถัง อุตตะมัง วะรังอาหุเนยยัง ปาหุเนยยังสังฆะเตเชนะ โสตถินานัสสันตุปัททะวา สัพเพโรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ

สัพพีติโย วิวัชชันตุสัพพะโรโค วินัสสะตุมา เต ภะวัตวันตะราโยสุขี ทีฆายุโก ภะวะ ฯ

อะภิวาทะนะสีลิสสะนิจจัง วุฑฒาปะจายิโนจัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติอายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ฯ

คำอ่าน

อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้

บทขัด (ผู้นำสวดก่อนเข้าบท)

อับ-ปะ-สัน-เน-หิ นา-ถัด-สะ สา-สะ-เน สา-ทุ-สำ-มะ-เตอะ-มะ-นุด-เส-หิ จัน-เท-หิ สะ-ทา กิบ-พิ-สะ-กา-ริ-พิปะ-ริ-สา-นัน-จะ-ตัด-สัน-นะ-มะ-หิง-สา-ยะ จะ คุด-ติ-ยายัน-เท-เส-สิ มะ-หา-วี-โร ปะ-ริด-ตัน-ตำ-พะ-นา-มะ เห

บทที่ ๑ — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์

วิ-ปัด-สิด-สะ นะ-มัด-ถุจัก-ขุ-มัน-ตัด-สะ สิ-รี-มะ-โตสิ-ขิด-สะ-ปิ นะ-มัด-ถุสับ-พะ-พู-ตา-นุ-กำ-ปิ-โน

เวด-สะ-พุด-สะ นะ-มัด-ถุนะ-หา-ตะ-กัด-สะ ตะ-ปัด-สิ-โนนะ-มัด-ถุ กะ-กุ-สัน-ทัด-สะมา-ระ-เส-นับ-ปะ-มัด-ทิ-โน

โก-นา-คะ-มะ-นัด-สะ นะ-มัด-ถุพราม-มะ-นัด-สะ วุ-สี-มะ-โตกัด-สะ-ปัด-สะ นะ-มัด-ถุวิบ-ปะ-มุด-ตัด-สะ สับ-พะ-ทิ

อัง-คี-ระ-สัด-สะ นะ-มัด-ถุสัก-ยะ-ปุด-ตัด-สะ สิ-รี-มะ-โตโย อิ-มัง ทำ-มะ-มะ-เท-เส-สิสับ-พะ-ทุก-ขา-ปะ-นู-ทะ-นัง

เย จา-ปิ นิบ-พุ-ตา โล-เกยะ-ถา-พู-ตัง วิ-ปัด-สิ-สุงเต ชะ-นา อะ-ปิ-สุ-นามะ-หัน-ตา วี-ตะ-สา-ระ-ทา

หิ-ตัง เท-วะ-มะ-นุด-สา-นังยัง นะ-มัด-สัน-ติ โค-ตะ-มังวิด-ชา-จะ-ระ-นะ-สำ-ปัน-นังมะ-หัน-ตัง วี-ตะ-สา-ระ-ทัง

(ฉบับย่อ จบด้วยสองบรรทัดนี้)

วิด-ชา-จะ-ระ-นะ-สำ-ปัน-นังพุด-ทัง วัน-ทา-มะ โค-ตะ-มัน-ติ

(ฉบับเต็ม ข้ามสองบรรทัดนี้ ต่อบทที่ ๒)

บทที่ ๒ — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์

นะ-โม เม สับ-พะ-พุด-ทา-นังอุบ-ปัน-นา-นัง มะ-เห-สิ-นังตัน-หัง-กะ-โร มะ-หา-วี-โรเม-ทัง-กะ-โร มะ-หา-ยะ-โสสะ-ระ-นัง-กะ-โร โล-กะ-หิ-โตที-ปัง-กะ-โร ชุ-ติน-ทะ-โรโกน-ดัน-โย ชะ-นะ-ปา-โมก-โขมัง-คะ-โล ปุ-ริ-สา-สะ-โพ

สุ-มะ-โน สุ-มะ-โน ที-โรเร-วะ-โต ระ-ติ-วัด-ทะ-โนโส-พิ-โต คุ-นะ-สำ-ปัน-โนอะ-โน-มะ-ทัด-สี ชะ-นุด-ตะ-โมปะ-ทุ-โม โล-กะ-ปัด-โช-โตนา-ระ-โท วะ-ระ-สา-ระ-ถีปะ-ทุ-มุด-ตะ-โร สัด-ตะ-สา-โรสุ-เม-โท อับ-ปะ-ติ-ปุก-คะ-โล

สุ-ชา-โต สับ-พะ-โล-กัก-โคปิ-ยะ-ทัด-สี นะ-รา-สะ-โพอัด-ถะ-ทัด-สี กา-รุ-นิ-โกทำ-มะ-ทัด-สี ตะ-โม-นุ-โทสิด-ทัด-โถ อะ-สะ-โม โล-เกติด-โส จะ วะ-ทะ-ตัง วะ-โรปุด-โส จะ วะ-ระ-โท พุด-โทวิ-ปัด-สี จะ อะ-นู-ปะ-โม

สิ-ขี สับ-พะ-หิ-โต สัด-ถาเวด-สะ-พู สุ-ขะ-ทา-ยะ-โกกะ-กุ-สัน-โท สัด-ถะ-วา-โหโก-นา-คะ-มะ-โน ระ-นัน-ชะ-โหกัด-สะ-โป สิ-ริ-สำ-ปัน-โนโค-ตะ-โม สัก-ยะ-ปุง-คะ-โว

บทที่ ๓ — คุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

เอ-เต จัน-เย จะ สำ-พุด-ทาอะ-เน-กะ-สะ-ตะ-โก-ตะ-โยสับ-เพ พุด-ทา อะ-สะ-มะ-สะ-มาสับ-เพ พุด-ทา มะ-หิด-ทิ-กา

สับ-เพ ทะ-สะ-พะ-ลู-เป-ตาเว-สา-รัด-เช-หุ-ปา-คะ-ตาสับ-เพ เต ปะ-ติ-ชา-นัน-ติอา-สะ-พัน-ถา-นะ-มุด-ตะ-มัง

สี-หะ-นา-ทัง นะ-ทัน-เต เตปะ-ริ-สา-สุ วิ-สา-ระ-ทาพรัม-มะ-จัก-กัง ปะ-วัด-เตน-ติโล-เก อับ-ปะ-ติ-วัด-ติ-ยัง

อุ-เป-ตา พุด-ทะ-ทำ-เม-หิอัด-ถา-ระ-สะ-หิ นา-ยะ-กาทะ-วัด-ติง-สะ-ลัก-ขะ-นู-เป-ตาสี-ตะ-ยา-นุ-พะ-ยัน-ชะ-นา-ทะ-รา

พะ-ยา-มับ-ปะ-พา-ยะ สุบ-ปะ-พาสับ-เพ เต มุ-นิ-กุน-ชะ-ราพุด-ทา สับ-พัน-ยุ-โน เอ-เตสับ-เพ ขี-นา-สะ-วา ชิ-นา

มะ-หับ-ปะ-พา มะ-หา-เต-ชามะ-หา-ปัน-ยา มะ-หับ-พะ-ลามะ-หา-กา-รุ-นิ-กา ที-ราสับ-เพ-สา-นัง สุ-ขา-วะ-หา

ที-ปา นา-ถา ปะ-ติด-ถา จะตา-นา เล-นา จะ ปา-นิ-นังคะ-ตี พัน-ทู มะ-หัด-สา-สาสะ-ระ-นา จะ หิ-เต-สิ-โน

สะ-เท-วะ-กัด-สะ โล-กัด-สะสับ-เพ เอ-เต ปะ-รา-ยะ-นาเต-สา-หัง สิ-ระ-สา ปา-เทวัน-ทา-มิ ปุ-ริ-สุด-ตะ-เม

วะ-จะ-สา มะ-นะ-สา เจ-วะวัน-ทา-เม-เต ตะ-ถา-คะ-เตสะ-ยะ-เน อา-สะ-เน ถา-เนคะ-มะ-เน จา-ปิ สับ-พะ-ทา

บทที่ ๔ — ขอพระพุทธเจ้าทรงคุ้มครอง

สะ-ทา สุ-เข-นะ รัก-ขัน-ตุพุด-ทา สัน-ติ-กะ-รา ตุ-วังเต-หิ ตะ-วัง รัก-ขิ-โต สัน-โตมุด-โต สับ-พะ-พะ-เย-นะ จะ

สับ-พะ-โร-คะ-วิ-นิ-มุด-โตสับ-พะ-สัน-ตา-ปะ-วัด-ชิ-โตสับ-พะ-เว-ระ-มะ-ติก-กัน-โตนิบ-พุ-โต จะ ตุ-วัง พะ-วะ

เต-สัง สัด-เจ-นะ สี-เล-นะขัน-ติ-เมด-ตา-พะ-เล-นะ จะเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

บทที่ ๕ — ขอเทวดาทั้งสี่ทิศคุ้มครอง

ปุ-รัด-ถิ-มัด-สะ-หมิง ทิ-สา-พา-เคสัน-ติ พู-ตา มะ-หิด-ทิ-กาเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

ทัก-ขิ-นัด-สะ-หมิง ทิ-สา-พา-เคสัน-ติ เท-วา มะ-หิด-ทิ-กาเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

ปัด-ฉิ-มัด-สะ-หมิง ทิ-สา-พา-เคสัน-ติ นา-คา มะ-หิด-ทิ-กาเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

อุด-ตะ-รัด-สะ-หมิง ทิ-สา-พา-เคสัน-ติ ยัก-ขา มะ-หิด-ทิ-กาเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

ปุ-ริ-มะ-ทิ-สัง ทะ-ตะ-รัด-โถทัก-ขิ-เน-นะ วิ-รุน-หะ-โกปัด-ฉิ-เม-นะ วิ-รู-ปัก-โขกุ-เว-โร อุด-ตะ-รัง ทิ-สัง

จัด-ตา-โร เต มะ-หา-รา-ชาโล-กะ-ปา-ลา ยะ-สัด-สิ-โนเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

อา-กา-สัด-ถา จะ พุม-มัด-ถาเท-วา นา-คา มะ-หิด-ทิ-กาเต-ปิ ตุม-เห อะ-นุ-รัก-ขัน-ตุอา-โร-คะ-เย-นะ สุ-เข-นะ จะ

บทที่ ๖ — คำสัจจะและพรปิดท้าย

นัด-ถิ เม สะ-ระ-นัง อัน-ยังพุด-โท เม สะ-ระ-นัง วะ-รังเอ-เต-นะ สัด-จะ-วัด-เช-นะโห-ตุ เต ชะ-ยะ-มัง-คะ-ลัง

นัด-ถิ เม สะ-ระ-นัง อัน-ยังทำ-โม เม สะ-ระ-นัง วะ-รังเอ-เต-นะ สัด-จะ-วัด-เช-นะโห-ตุ เต ชะ-ยะ-มัง-คะ-ลัง

นัด-ถิ เม สะ-ระ-นัง อัน-ยังสัง-โค เม สะ-ระ-นัง วะ-รังเอ-เต-นะ สัด-จะ-วัด-เช-นะโห-ตุ เต ชะ-ยะ-มัง-คะ-ลัง

ยัง-กิน-จิ ระ-ตะ-นัง โล-เกวิด-ชะ-ติ วิ-วิ-ทัง ปุ-ถุระ-ตะ-นัง พุด-ทะ-สะ-มัง นัด-ถิตัด-สะ-หมา โสด-ถี พะ-วัน-ตุ เต

ยัง-กิน-จิ ระ-ตะ-นัง โล-เกวิด-ชะ-ติ วิ-วิ-ทัง ปุ-ถุระ-ตะ-นัง ทำ-มะ-สะ-มัง นัด-ถิตัด-สะ-หมา โสด-ถี พะ-วัน-ตุ เต

ยัง-กิน-จิ ระ-ตะ-นัง โล-เกวิด-ชะ-ติ วิ-วิ-ทัง ปุ-ถุระ-ตะ-นัง สัง-คะ-สะ-มัง นัด-ถิตัด-สะ-หมา โสด-ถี พะ-วัน-ตุ เต

สัก-กัด-ตะ-วา พุด-ทะ-ระ-ตะ-นังโอ-สะ-ถัง อุด-ตะ-มัง วะ-รังหิ-ตัง เท-วะ-มะ-นุด-สา-นังพุด-ทะ-เต-เช-นะ โสด-ถิ-นานัด-สัน-ตุ-ปัด-ทะ-วา สับ-เพทุก-ขา วู-ปะ-สะ-เมน-ตุ เต

สัก-กัด-ตะ-วา ทำ-มะ-ระ-ตะ-นังโอ-สะ-ถัง อุด-ตะ-มัง วะ-รังปะ-ริ-ลา-หู-ปะ-สะ-มะ-นังทำ-มะ-เต-เช-นะ โสด-ถิ-นานัด-สัน-ตุ-ปัด-ทะ-วา สับ-เพพะ-ยา วู-ปะ-สะ-เมน-ตุ เต

สัก-กัด-ตะ-วา สัง-คะ-ระ-ตะ-นังโอ-สะ-ถัง อุด-ตะ-มัง วะ-รังอา-หุ-ไน-ยัง ปา-หุ-ไน-ยังสัง-คะ-เต-เช-นะ โสด-ถิ-นานัด-สัน-ตุ-ปัด-ทะ-วา สับ-เพโร-คา วู-ปะ-สะ-เมน-ตุ เต

สับ-พี-ติ-โย วิ-วัด-ชัน-ตุสับ-พะ-โร-โค วิ-นัด-สะ-ตุมา เต พะ-วัด-ตะ-วัน-ตะ-รา-โยสุ-ขี ที-คา-ยุ-โก พะ-วะ

อะ-พิ-วา-ทะ-นะ-สี-ลิด-สะนิด-จัง วุด-ทา-ปะ-จา-ยิ-โนจัด-ตา-โร ทำ-มา วัด-ทัน-ติอา-ยุ วัน-โน สุ-ขัง พะ-ลัง

คำแปล

บทขัด (ผู้นำสวดก่อนเข้าบท)

พระมหาวีระทรงแสดงพระปริตรใดไว้เพื่อคุ้มครองพุทธบริษัททั้งสี่ และเพื่อมิให้ถูกเบียดเบียนจากอมนุษย์ผู้ดุร้าย ผู้ทำกรรมหยาบช้าอยู่เสมอผู้ไม่เลื่อมใสในศาสนาของพระผู้เป็นที่พึ่ง ซึ่งสาธุชนยกย่องว่าดีงามเราทั้งหลายจงสวดพระปริตรนั้นเถิด

บทที่ ๑ — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้าผู้มีปัญญาจักษุ ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริขอความนอบน้อมจงมีแด่พระสิขีพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระเวสสภูพุทธเจ้าผู้ทรงชำระกิเลสแล้ว ผู้ทรงมีตบะขอความนอบน้อมจงมีแด่พระกกุสันธพุทธเจ้าผู้ทรงย่ำยีมารและเสนามาร

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้าผู้ทรงลอยบาปแล้ว ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระกัสสปพุทธเจ้าผู้ทรงหลุดพ้นจากกิเลสในที่ทั้งปวง

ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระอังคีรสพุทธเจ้าผู้เป็นโอรสแห่งศากยราช ผู้ทรงไว้ซึ่งสิริพระองค์ใดได้ทรงแสดงธรรมนี้ไว้อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง

อนึ่ง ชนเหล่าใดในโลกที่ดับกิเลสแล้วเห็นแจ้งธรรมตามความเป็นจริงชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียดเป็นผู้ใหญ่โดยคุณธรรม ปราศจากความครั่นคร้าม

ชนเหล่านั้นย่อมนอบน้อมพระโคดมพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม

(ฉบับย่อ จบด้วยสองบรรทัดนี้)

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนมัสการพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

บทที่ ๒ — นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วได้แก่ พระตัณหังกรผู้ทรงกล้าหาญ พระเมธังกรผู้ทรงมียศใหญ่พระสรณังกรผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลก พระทีปังกรผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองพระโกณฑัญญะผู้เป็นประมุขแห่งหมู่ชน พระมังคละผู้เป็นบุรุษประเสริฐ

พระสุมนะผู้เป็นปราชญ์มีพระทัยงดงาม พระเรวตะผู้เพิ่มพูนความยินดีพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ พระอโนมทัสสีผู้อุดมในหมู่ชนพระปทุมะผู้ทำโลกให้สว่าง พระนารทะผู้เป็นสารถีอันประเสริฐพระปทุมุตตระผู้เป็นแก่นสารของหมู่สัตว์ พระสุเมธะผู้หาบุคคลเปรียบมิได้

พระสุชาตะผู้เลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวง พระปิยทัสสีผู้เป็นนรชนประเสริฐพระอัตถทัสสีผู้ทรงกรุณา พระธรรมทัสสีผู้บรรเทาความมืดพระสิทธัตถะผู้หาผู้เสมอมิได้ในโลก พระติสสะผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์พระปุสสะผู้ประทานสิ่งประเสริฐ พระวิปัสสีผู้หาที่เปรียบมิได้

พระสิขีผู้เป็นศาสดาเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ พระเวสสภูผู้ประทานความสุขพระกกุสันธะผู้นำสัตว์ออกจากกันดารคือกิเลสพระโกนาคมนะผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส พระกัสสปะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริและพระโคดมผู้ประเสริฐแห่งหมู่ศากยะ

บทที่ ๓ — คุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

พระสัมพุทธเจ้าเหล่านี้และเหล่าอื่นอีกหลายร้อยโกฏิทุกพระองค์ล้วนเสมอกับพระพุทธเจ้าผู้หาใครเสมอมิได้ ทุกพระองค์ทรงมีฤทธิ์มากทรงประกอบด้วยทศพลญาณ ทรงถึงพร้อมด้วยเวสารัชชญาณทุกพระองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจสูงสุด

ทรงบันลือสีหนาทอย่างแกล้วกล้าท่ามกลางบริษัททรงหมุนพรหมจักรที่ไม่มีใครในโลกหมุนกลับได้ทรงเป็นผู้นำ ประกอบด้วยพุทธธรรม ๑๘ ประการทรงมีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ

ทรงมีพระรัศมีงดงามแผ่ออกโดยรอบข้างละวาทุกพระองค์ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐพระพุทธเจ้าเหล่านี้ทรงเป็นพระสัพพัญญูทุกพระองค์ทรงเป็นพระขีณาสพ เป็นผู้ชนะ

ทรงมีพระรัศมีมาก มีเดชมาก มีปัญญามาก มีกำลังมากทรงมีพระมหากรุณา เป็นนักปราชญ์ ทรงนำความสุขมาแก่สัตว์ทั้งปวง

ทรงเป็นดุจเกาะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ตั้งมั่นเป็นที่ต้านทานและที่หลบภัยของสัตว์ทั้งหลายทรงเป็นที่ไปเบื้องหน้า เป็นญาติ เป็นที่อุ่นใจอย่างยิ่งเป็นสรณะ และทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์

พระพุทธเจ้าทั้งปวงเหล่านี้ เป็นที่ไปเบื้องหน้าของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกข้าพเจ้าขอกราบพระบาทของพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษสูงสุดเหล่านั้นด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระตถาคตเหล่านั้น ทั้งด้วยวาจาและด้วยใจทั้งในเวลานอน นั่ง ยืน และเดิน ในกาลทุกเมื่อ

บทที่ ๔ — ขอพระพุทธเจ้าทรงคุ้มครอง

ขอพระพุทธเจ้าผู้ทรงนำความสงบ จงรักษาท่านให้มีความสุขทุกเมื่อท่านผู้อันพระพุทธเจ้าเหล่านั้นรักษาแล้ว จงเป็นผู้สงบ พ้นจากภัยทั้งปวง

พ้นจากโรคทั้งปวง ปราศจากความเดือดร้อนทั้งปวงล่วงพ้นเวรทั้งปวง และเป็นผู้ดับทุกข์ได้แล้วเถิด

ด้วยสัจจะ ด้วยศีล และด้วยกำลังแห่งขันติและเมตตาของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นขอพระพุทธเจ้าเหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

บทที่ ๕ — ขอเทวดาทั้งสี่ทิศคุ้มครอง

ในทิศตะวันออก มีเหล่าภูตผู้มีฤทธิ์มากขอภูตเหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

ในทิศใต้ มีเหล่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มากขอเทวดาเหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

ในทิศตะวันตก มีเหล่านาคผู้มีฤทธิ์มากขอนาคเหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

ในทิศเหนือ มีเหล่ายักษ์ผู้มีฤทธิ์มากขอยักษ์เหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

ท้าวธตรัฐอยู่ทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกอยู่ทิศใต้ท้าววิรูปักษ์อยู่ทิศตะวันตก ท้าวกุเวรอยู่ทิศเหนือ

ท้าวมหาราชทั้งสี่นั้น ผู้มียศ ผู้รักษาโลกขอท้าวมหาราชเหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

เหล่าเทวดาและนาคผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในอากาศและบนพื้นดินขอเทวดาและนาคเหล่านั้นจงคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้ไม่มีโรค และมีความสุข

บทที่ ๖ — คำสัจจะและพรปิดท้าย

ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

รัตนะใด ๆ ในโลกนี้ มีมากมายหลายชนิดรัตนะที่เสมอด้วยพระพุทธเจ้าไม่มี ด้วยเหตุนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

รัตนะใด ๆ ในโลกนี้ มีมากมายหลายชนิดรัตนะที่เสมอด้วยพระธรรมไม่มี ด้วยเหตุนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

รัตนะใด ๆ ในโลกนี้ มีมากมายหลายชนิดรัตนะที่เสมอด้วยพระสงฆ์ไม่มี ด้วยเหตุนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

ด้วยการเคารพพระพุทธรัตนะ ซึ่งเป็นดุจโอสถอันอุดมประเสริฐเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า ขออุปัทวะทั้งปวงจงพินาศไปโดยสวัสดีขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบระงับ

ด้วยการเคารพพระธรรมรัตนะ ซึ่งเป็นดุจโอสถอันอุดมประเสริฐเป็นเครื่องระงับความเร่าร้อนด้วยเดชแห่งพระธรรม ขออุปัทวะทั้งปวงจงพินาศไปโดยสวัสดีขอภัยทั้งหลายของท่านจงสงบระงับ

ด้วยการเคารพพระสังฆรัตนะ ซึ่งเป็นดุจโอสถอันอุดมประเสริฐเป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาบูชาและการต้อนรับด้วยเดชแห่งพระสงฆ์ ขออุปัทวะทั้งปวงจงพินาศไปโดยสวัสดีขอโรคทั้งหลายของท่านจงสงบระงับ

ขอเสนียดจัญไรทั้งปวงจงหลีกห่าง ขอโรคทั้งปวงจงหายไปขออันตรายอย่าได้มีแก่ท่าน ขอท่านจงมีความสุข มีอายุยืน

ผู้มีปกติกราบไหว้ และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์ธรรมสี่ประการย่อมเจริญแก่เขา คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ

ความหมายของอาฏานาฏิยปริตร

อาฏานาฏิยปริตร แปลว่าอะไร

ปริตร แปลว่า เครื่องคุ้มครองป้องกัน ส่วน อาฏานาฏิยะ มาจากชื่อนครอาฏานาฏา ซึ่งในพระสูตรเป็นนครหนึ่งของท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ ในพระสูตรเรียกบทนี้ว่า อาฏานาฏิยา รักขา คือเครื่องรักษาแห่งอาฏานาฏา บทนี้เป็นบทที่เจ็ดในชุดเจ็ดตำนาน และเป็นหนึ่งในพระปริตรที่พระคาถาชินบัญชรอัญเชิญมาเป็นหลังคาเหนือศีรษะ

ที่มาในพระไตรปิฎก

ที่มาคือ อาฏานาฏิยสูตร ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑) คืนหนึ่ง ขณะพระพุทธเจ้าประทับที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ท้าวมหาราชทั้งสี่พาหมู่ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาคมาเฝ้า ท้าวเวสสุวรรณกราบทูลว่า ยักษ์จำนวนมากไม่เลื่อมใสพระพุทธเจ้า เพราะทรงสอนให้เว้นจากการฆ่า การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ และการดื่มน้ำเมา ซึ่งยักษ์เหล่านั้นไม่ได้เว้น ขณะที่พระสาวกมักไปพักในป่าเปลี่ยวที่ยักษ์เหล่านั้นอาศัยอยู่ ท้าวเวสสุวรรณจึงทูลขอให้ทรงรับอาฏานาฏิยรักขาไว้ เพื่อคุ้มครองภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ ท้าวเวสสุวรรณจึงกล่าวคาถาที่ขึ้นต้นว่า วิปัสสิสสะ นะมัตถุ รุ่งเช้า พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ภิกษุ แล้วตรัสให้เรียน จำ และทรงอาฏานาฏิยรักขาไว้ เพราะเป็นไปเพื่อความคุ้มครอง การรักษา การไม่ถูกเบียดเบียน และการอยู่เป็นสุขของพุทธบริษัททั้งสี่

บทสวดนี้มีกี่ส่วน มาจากไหน

  • บทขัด (อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ...) แต่งขึ้นภายหลัง ใช้บอกที่มาของพระปริตรก่อนเริ่มสวด
  • บทที่ ๑ นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือคาถาที่ท้าวเวสสุวรรณกล่าวในพระสูตร ส่วนสองบรรทัดปิดท้ายของฉบับย่อยกมาจากคำที่กล่าวซ้ำในพระสูตรเดียวกัน
  • บทที่ ๒ พระนามพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ เรียงตามคัมภีร์พุทธวงศ์ ตั้งแต่พระตัณหังกรจนถึงพระโคดม
  • บทที่ ๓–๕ เป็นคาถาที่แต่งขึ้นภายหลัง ไม่มีในตัวพระสูตร แต่สวดสืบกันมาทั้งในไทย ศรีลังกา และพม่า ส่วนเรื่องท้าวมหาราชประจำสี่ทิศในบทที่ ๕ มาจากเนื้อหาของพระสูตร
  • บทที่ ๖ รวมคาถาให้พรที่ใช้สวดกันทั่วไป คาถาสุดท้าย อะภิวาทะนะสีลิสสะ... มาจากคาถาธรรมบท หมวดสหัสสวรรค

ความหมายทีละบท

  1. นอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ — พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระโคดม (อังคีรส) แต่ละพระองค์มาพร้อมคุณเด่นต่างกัน เช่น ผู้มีจักษุ ผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์ ผู้ย่ำยีมาร
  2. พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ — ทุกพระนามมีคำสรรเสริญสั้น ๆ กำกับ เช่น พระทีปังกรผู้ทรงความรุ่งเรือง พระโคดมผู้ประเสริฐแห่งศากยะ
  3. คุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ — ทรงทศพลและเวสารัชชญาณ บันลือสีหนาท มีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เป็นดุจเกาะ ที่พึ่ง ที่ต้านทาน และที่หลบภัยของสัตว์ ผู้สวดจึงกราบไหว้ท่านในทุกอิริยาบถ
  4. ขอพระพุทธเจ้าทรงคุ้มครอง — ขอให้พ้นภัย โรค ความเดือดร้อน และเวร ด้วยสัจจะ ศีล ขันติ และเมตตาของพระพุทธเจ้า
  5. ขอเทวดาทั้งสี่ทิศคุ้มครอง — ภูต เทวดา นาค และยักษ์ประจำทิศ ท้าวมหาราชทั้งสี่ คือ ท้าวธตรัฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวร รวมทั้งเทวดาในอากาศและบนพื้นดิน
  6. คำสัจจะและพรปิดท้าย — ยืนยันว่าพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ไม่มีรัตนะใดเสมอ แล้วอวยพรให้ทุกข์ ภัย และโรคสงบ มีความสุข อายุยืน

ฉบับย่อ ฉบับเจ็ดตำนาน และฉบับสิบสองตำนาน

  • ฉบับย่อ คือบทที่ ๑ จบที่ พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ เป็นส่วนที่มาจากพระสูตรโดยตรง หนังสือสวดมนต์ทั่วไปและการสวดเจ็ดตำนานหลายแห่งใช้ฉบับนี้
  • ฉบับเต็มแบบสิบสองตำนาน สวดทุกบทในหน้านี้ โดยข้ามสองบรรทัดปิดท้ายของฉบับย่อ แล้วต่อบทที่ ๒ จนจบที่ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง
  • ฉบับอื่น หนังสือแต่ละสำนักตัดตอนต่างกันเล็กน้อย เช่น หนังสือสวดมนต์แปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ฉบับเจ็ดตำนาน สวดบทที่ ๑ ต่อด้วยบทที่ ๓ และบทที่ ๔ จนถึง นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ แล้วจบด้วยสองคาถาสุดท้ายของบทที่ ๖ ส่วนหนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกข์จบที่บทที่ ๕

ทำไมแต่ละเล่มเขียนไม่เหมือนกัน

หน้านี้ใช้ตัวสะกดตามหนังสือสวดมนต์ไทยที่ตรวจไว้ จุดที่มักพบต่างกัน เช่น

  • โสภิโต เป็นพระนามของพระโสภิตพุทธเจ้า บางเล่มพิมพ์เป็น โสภีโต
  • อาโรคะเยนะ บางเล่มเขียนว่า อาโรคเยนะ อ่านออกเสียงใกล้เคียงกัน
  • เต ชะนา อะปิสุณา ฉบับสวดของไทยใช้แบบนี้ ส่วนพระบาลีบางฉบับเป็น อะปิสุณาถะ ความหมายเดียวกัน

สวดแล้วได้อะไร

ในพระสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอาฏานาฏิยรักขาเป็นไปเพื่อความคุ้มครอง การรักษา การไม่ถูกเบียดเบียน และการอยู่เป็นสุขของพุทธบริษัท นี่คือสิ่งที่พระสูตรกล่าวไว้ ส่วนที่เล่ากันว่าสวดแล้วจะแคล้วคลาดจากอันตรายทุกอย่าง เป็นความเชื่อที่นิยมกัน ไม่ได้กำหนดในพระไตรปิฎก ในแง่การปฏิบัติ บทนี้พาใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าทีละพระองค์ต่อเนื่องกันยาว ช่วยให้ใจตั้งมั่นและคลายความหวาดกลัว ข้อคิดที่ได้อีกอย่างคือ การตรัสรู้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว พระพุทธเจ้าหลายพระองค์ล้วนเดินทางเดียวกันและถึงจุดหมายเดียวกัน

ควรสวดตอนไหน

ในพิธีสงฆ์ บทนี้สวดในการเจริญพระพุทธมนต์เจ็ดตำนานและสิบสองตำนาน หนังสือสวดมนต์หลายฉบับใช้ฉบับย่อในชุดเจ็ดตำนาน และใช้ฉบับเต็มในชุดสิบสองตำนาน

ถ้าสวดเองที่บ้าน ให้ตั้งนะโม 3 จบก่อน แล้วเลือกสวดฉบับย่อหรือฉบับเต็มตามเวลาที่มี บทขัดเป็นส่วนที่ผู้นำสวดว่าก่อนเข้าบท สวดคนเดียวจะว่าหรือข้ามก็ได้ ถ้าสวดแบบมีผู้นำตามหนังสือสวดมนต์แปล ผู้นำมักว่า หันทะ มะยัง อาฏานาฏิยะปะริตตัง ภะณามะ เส ก่อนเริ่ม

ตามที่มาในพระสูตร บทนี้มอบไว้เพื่อคุ้มครองผู้ที่ต้องพักในที่เปลี่ยว จึงนิยมสวดก่อนนอน ก่อนเดินทาง หรือเมื่อต้องไปพักค้างในที่ไม่คุ้นเคย

ความถี่ที่แนะนำ

วันละ 1 จบ หรือในวันพระ งานมงคล และเมื่อสวดชุดเจ็ดตำนานหรือสิบสองตำนาน

คำถามที่พบบ่อย

อาฏานาฏิยปริตร แปลว่าอะไร

ปริตร แปลว่า เครื่องคุ้มครองป้องกัน ส่วนอาฏานาฏิยะมาจากชื่อนครอาฏานาฏา ซึ่งในพระสูตรเป็นนครหนึ่งของท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ รวมกันหมายถึงเครื่องคุ้มครองแห่งอาฏานาฏา ในพระสูตรเรียกว่า อาฏานาฏิยรักขา

อาฏานาฏิยปริตร มาจากไหน ใครเป็นผู้กล่าว

มาจากอาฏานาฏิยสูตร ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ท้าวเวสสุวรรณเป็นผู้กล่าวคาถานอบน้อมพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ ต่อพระพุทธเจ้าที่ภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อให้พุทธบริษัทใช้คุ้มครองตนจากยักษ์ที่ไม่เลื่อมใส รุ่งเช้าพระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้แก่ภิกษุ และตรัสให้เรียนและจำไว้

อาฏานาฏิยปริตร ฉบับย่อกับฉบับเต็มต่างกันอย่างไร

ฉบับย่อคือบทนอบน้อมพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ จบที่ พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ ซึ่งมาจากพระสูตรโดยตรง ฉบับเต็มแบบสิบสองตำนานสวดต่อด้วยพระนามพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ คุณของพระพุทธเจ้า คำขอให้พระพุทธเจ้าและเทวดาสี่ทิศคุ้มครอง และพรปิดท้าย ซึ่งเป็นคาถาที่แต่งเพิ่มภายหลัง

อาฏานาฏิยปริตร เกี่ยวกับท้าวเวสสุวรรณอย่างไร

ในอาฏานาฏิยสูตร ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งพระสูตรเรียกอีกชื่อว่าท้าวกุเวร เป็นผู้นำคาถานี้มากล่าวถวายพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าทรงรับไว้ให้พุทธบริษัทสวด เนื้อหาของบทจึงเป็นการนอบน้อมพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ ในบทที่ ๕ ท้าวกุเวรถูกกล่าวถึงในฐานะท้าวมหาราชผู้รักษาทิศเหนือ

สวดอาฏานาฏิยปริตรตอนไหนดี สวดก่อนนอนได้ไหม

สวดได้ทุกเวลา ตามที่มาในพระสูตร บทนี้มอบไว้คุ้มครองผู้ที่พักอยู่ในป่าหรือที่เปลี่ยว หลายคนจึงสวดก่อนนอน หรือก่อนไปพักค้างต่างถิ่น

อาฏานาฏิยปริตร ต้องสวดกี่จบ

พระสูตรไม่ได้กำหนดจำนวนจบ พระพุทธเจ้าตรัสให้เรียนและจำไว้ สวดวันละ 1 จบอย่างตั้งใจก็พอ การกำหนดจำนวนจบเป็นความนิยมเฉพาะแห่ง ไม่ได้มาจากพระไตรปิฎก

สวดอาฏานาฏิยปริตรกันผีได้จริงไหม

พระสูตรบันทึกว่าท้าวเวสสุวรรณกล่าวบทนี้เพื่อคุ้มครองพุทธบริษัทจากยักษ์และอมนุษย์ที่ไม่เลื่อมใส และพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นไปเพื่อความคุ้มครอง ไม่ถูกเบียดเบียน และอยู่เป็นสุข นี่คือสิ่งที่พระสูตรกล่าวไว้ ส่วนเรื่องเล่าว่าสวดแล้วภูตผีไม่กล้าเข้าใกล้เป็นความเชื่อที่นิยมกัน ผลที่เห็นได้ชัดคือใจที่มั่นคงไม่หวาดกลัว

อาฏานาฏิยปริตร อยู่ในเจ็ดตำนานหรือสิบสองตำนาน

อยู่ทั้งสองชุด ในเจ็ดตำนานเป็นบทที่เจ็ด และหนังสือสวดมนต์หลายฉบับใช้ฉบับย่อ ส่วนในสิบสองตำนานใช้ฉบับเต็มอย่างที่แสดงในหน้านี้ ดูบทอื่นในชุดได้ที่ชุดสวดเจ็ดตำนาน

แหล่งอ้างอิง

บทนอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์มาจากอาฏานาฏิยสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑) ตรวจกับพระบาลีฉบับมหาสังคีติ (SuttaCentral DN 32) และหนังสือ A Chanting Guide ของพระธานิสสโร บทขัดและบทที่ ๒–๖ เป็นคาถาที่แต่งขึ้นภายหลังสำหรับสวดเป็นพระปริตร ตรวจกับหนังสือสวดมนต์แปลของพระศาสนโศภน (แจ่ม จตฺตสลฺโล) ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย หนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกขพลาราม และบทสวดที่วัดป่ามหาชัยเผยแพร่ ส่วนที่มีร่วมกับฉบับศรีลังกาและพม่าเทียบกับ Chanting for Meditators ของภิกษุอานันทโชติ คาถาสุดท้ายมาจากธรรมบท สหัสสวรรค

พร้อมสวดแล้วหรือยัง?

เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา

เริ่มโหมดสวด