กรณียเมตตสูตร (เมตตปริตร)
บทสวดกรณียเมตตสูตร (กะระณียะเมตตะสุตตัง) ครบ 10 คาถา พร้อมคำอ่านทุกบรรทัด คำแปล ความหมายทีละช่วง ที่มาในพระไตรปิฎก และเรื่องภิกษุ 500 รูปกับรุกขเทวดาตามอรรถกถา
บทสวดกรณียเมตตสูตร
(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)
คำนำ (ผู้นำสวดว่า)
หันทะ มะยัง กะระณียะเมตตะสุตตัง ภะณามะ เส
บทกรณียเมตตสูตร
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะสักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติสันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุงสุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสาทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเรภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิพยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเขเอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังอุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธเอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโนกาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ
คำอ่าน
อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้
คำนำ (ผู้นำสวดว่า)
หัน-ทะ มะ-ยัง กะ-ระ-นี-ยะ-เมด-ตะ-สุด-ตัง พะ-นา-มะ เส
บทกรณียเมตตสูตร
กะ-ระ-นี-ยะ-มัด-ถะ-กุ-สะ-เล-นะ ยัน-ตัง สัน-ตัง ปะ-ทัง อะ-พิ-สะ-เมด-จะสัก-โก อุ-ชู จะ สุ-หุ-ชู จะ สุ-วะ-โจ จัด-สะ มุ-ทุ อะ-นะ-ติ-มา-นี
สัน-ตุด-สะ-โก จะ สุ-พะ-โร จะ อับ-ปะ-กิด-โจ จะ สัน-ละ-หุ-กะ-วุด-ติสัน-ติน-ทริ-โย จะ นิ-ปะ-โก จะ อับ-ปะ-คับ-โพ กุ-เล-สุ อะ-นะ-นุ-คิด-โท
นะ จะ ขุด-ทัง สะ-มา-จะ-เร กิน-จิ เย-นะ วิน-ยู ปะ-เร อุ-ปะ-วะ-ไท-ยุงสุ-ขิ-โน วา เข-มิ-โน โหน-ตุ สับ-เพ สัด-ตา พะ-วัน-ตุ สุ-ขิ-ตัด-ตา
เย เก-จิ ปา-นะ-พู-ตัด-ถิ ตะ-สา วา ถา-วะ-รา วา อะ-นะ-วะ-เส-สาที-คา วา เย มะ-หัน-ตา วา มัด-ชิ-มา รัด-สะ-กา อะ-นุ-กะ-ถู-ลา
ทิด-ถา วา เย จะ อะ-ทิด-ถา เย จะ ทู-เร วะ-สัน-ติ อะ-วิ-ทู-เรพู-ตา วา สำ-พะ-เว-สี วา สับ-เพ สัด-ตา พะ-วัน-ตุ สุ-ขิ-ตัด-ตา
นะ ปะ-โร ปะ-รัง นิ-กุบ-เพ-ถะ นา-ติ-มัน-เย-ถะ กัด-ถะ-จิ นัง กิน-จิพะ-ยา-โร-สะ-นา ปะ-ตี-คะ-สัน-ยา นาน-ยะ-มัน-ยัด-สะ ทุก-ขะ-มิด-ไฉ-ยะ
มา-ตา ยะ-ถา นิ-ยัง ปุด-ตัง อา-ยุ-สา เอ-กะ-ปุด-ตะ-มะ-นุ-รัก-เขเอ-วำ-ปิ สับ-พะ-พู-เต-สุ มา-นะ-สำ-พา-วะ-เย อะ-ปะ-ริ-มา-นัง
เมด-ตัน-จะ สับ-พะ-โล-กัด-สะ-หมิง มา-นะ-สำ-พา-วะ-เย อะ-ปะ-ริ-มา-นังอุด-ทัง อะ-โท จะ ติ-ริ-ยัน-จะ อะ-สำ-พา-ทัง อะ-เว-รัง อะ-สะ-ปัด-ตัง
ติด-ถัน-จะ-รัง นิ-สิน-โน วา สะ-ยา-โน วา ยา-วะ-ตัด-สะ วิ-คะ-ตะ-มิด-โทเอ-ตัง สะ-ติง อะ-ทิด-ไถ-ยะ พรัม-มะ-เม-ตัง วิ-หา-รัง อิ-ทะ-มา-หุ
ทิด-ถิน-จะ อะ-นุ-ปะ-คำ-มะ สี-ละ-วา ทัด-สะ-เน-นะ สำ-ปัน-โนกา-เม-สุ วิ-ไน-ยะ เค-ทัง นะ หิ ชา-ตุ คับ-พะ-ไส-ยัง ปุ-นะ-เร-ตี-ติ
คำแปล
คำนำ (ผู้นำสวดว่า)
เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดกรณียเมตตสูตรกันเถิด
คาถาที่ ๑
สิ่งที่ผู้ฉลาดในประโยชน์ ผู้มุ่งจะบรรลุบทอันสงบ (พระนิพพาน) ควรทำ คือพึงเป็นผู้อาจหาญ ซื่อตรง ตรงอย่างยิ่ง ว่าง่าย อ่อนโยน และไม่เย่อหยิ่ง
คาถาที่ ๒
เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย มีภาระน้อย ดำรงชีวิตเบาสบายมีอินทรีย์สงบ มีปัญญารักษาตน ไม่คะนอง ไม่ติดพันในตระกูลทั้งหลาย
คาถาที่ ๓
ไม่ทำความผิดแม้เล็กน้อย ที่วิญญูชนจะพึงติเตียนได้แล้วพึงแผ่ใจว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีสุข มีความเกษม มีตนเป็นสุขเถิด
คาถาที่ ๔
สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่ยังหวาดหวั่นและที่มั่นคงแล้ว ไม่เว้นเลยทั้งที่มีกายยาว กายใหญ่ ปานกลาง สั้น เล็ก หรือพี
คาถาที่ ๕
ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ทั้งที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ทั้งที่เกิดแล้วและที่กำลังแสวงหาที่เกิด ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีตนเป็นสุขเถิด
คาถาที่ ๖
ไม่พึงหลอกลวงกัน ไม่พึงดูหมิ่นใครในที่ใด ๆไม่พึงปรารถนาให้กันและกันเป็นทุกข์ เพราะความโกรธหรือความขุ่นเคือง
คาถาที่ ๗
มารดาถนอมบุตรคนเดียวของตนได้แม้ด้วยชีวิต ฉันใดพึงเจริญใจอันไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น
คาถาที่ ๘
พึงเจริญเมตตาอันไม่มีประมาณไปในโลกทั้งสิ้นทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และโดยรอบ ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู
คาถาที่ ๙
จะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ตราบเท่าที่ยังไม่ง่วงพึงตั้งสติอันประกอบด้วยเมตตานี้ไว้ ท่านเรียกการอยู่อย่างนี้ว่าพรหมวิหารในธรรมวินัยนี้
คาถาที่ ๑๐
ผู้ไม่เข้าไปยึดความเห็นผิด มีศีล ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบกำจัดความยินดีในกามได้แล้ว ย่อมไม่กลับมานอนในครรภ์อีกเลย
ความหมายของกรณียเมตตสูตร
กรณียเมตตสูตร แปลว่าอะไร
ชื่อพระสูตรมาจากคำแรกของบท กะระณียะ แปลว่า "สิ่งที่ควรทำ" รวมกับ เมตตะ คือความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีสุข กรณียเมตตสูตรจึงหมายถึงพระสูตรว่าด้วยเมตตา ที่ขึ้นต้นด้วยการบอกว่าผู้มุ่งความสงบควรทำอะไร ในพระไตรปิฎกบางแห่งเรียกสั้น ๆ ว่า เมตตสูตร และเมื่อใช้สวดเป็นพระปริตเพื่อคุ้มครอง ก็เรียกว่า เมตตปริตร
ที่มาในพระไตรปิฎก
พระสูตรนี้มีอยู่ 2 แห่งในขุททกนิกาย คือ ขุททกปาฐะ (พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 10) และ สุตตนิบาต อุรควรรค (เล่ม 25 ข้อ 308) ทั้งสองแห่งเป็นคาถา 10 บทชุดเดียวกัน ตัวพระสูตรเป็นคาถาล้วน ไม่ได้บอกว่าตรัสที่ไหนหรือตรัสแก่ใคร เรื่องเบื้องหลังที่เล่าสืบกันมาจึงมาจากอรรถกถา ดังหัวข้อถัดไป
เรื่องภิกษุ 500 รูปกับรุกขเทวดา (จากอรรถกถา)
อรรถกถาขุททกปาฐะ (ปรมัตถโชติกา) เล่าว่า ใกล้วันเข้าพรรษา ภิกษุประมาณ 500 รูปรับกรรมฐานจากพระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี แล้วออกไปหาที่จำพรรษา จนพบราวป่าเชิงเขาในถิ่นชายแดนซึ่งต่อเนื่องกับป่าหิมวันต์ ชาวบ้านใกล้เคียงเลื่อมใส สร้างกุฏิถวายและนิมนต์ให้อยู่ตลอดพรรษา
เมื่อภิกษุไปนั่งบำเพ็ญเพียรที่โคนไม้ รุกขเทวดาที่อาศัยต้นไม้เหล่านั้นอยู่ในวิมานไม่ได้ ต้องพาลูก ๆ ลงมาอยู่อย่างลำบาก เมื่อรู้ว่าภิกษุจะอยู่จนครบสามเดือน จึงหลอกให้กลัว ด้วยการเนรมิตรูปยักษ์ ทำเสียงน่ากลัว และส่งกลิ่นเหม็นในเวลากลางคืน ภิกษุเหล่านั้นทำสมาธิไม่ได้ ซูบผอม ปวดศีรษะ จึงพากันกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีที่อื่นเหมาะกับภิกษุเหล่านั้นยิ่งกว่าที่เดิม ให้กลับไปอยู่ที่นั่น แล้วตรัสพระสูตรนี้ให้ใช้เป็นทั้งเครื่องคุ้มครองและเป็นกรรมฐาน เมื่อภิกษุกลับไปสวดและเจริญเมตตาตามที่ทรงสอน เทวดาก็เปลี่ยนมาเอื้อเฟื้อ ช่วยดูแลและคุ้มครอง และภิกษุทั้งหมดได้บรรลุอรหัตผลภายในพรรษานั้น
เรื่องนี้เป็นคำอธิบายในอรรถกถาซึ่งรจนาขึ้นภายหลัง ไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร แต่ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมกรณียเมตตสูตรจึงใช้สวดเป็นพระปริตเพื่อความไม่มีภัย
ช่วงที่ 1 คุณสมบัติของผู้ที่จะเจริญเมตตา (คาถาที่ 1–3)
ช่วงต้นยังไม่ได้พูดเรื่องแผ่เมตตา แต่พูดถึงการเป็นคนที่พร้อมจะมีเมตตาก่อน เพราะใจที่ยังกระด้างและมากด้วยความต้องการ ย่อมเจริญเมตตาได้ยาก
- สักโก อาจหาญ ลงมือทำได้จริง
- อุชู ซื่อตรง และ สุหุชู ตรงอย่างยิ่ง
- สุวะโจ ว่าง่าย รับคำแนะนำได้
- มุทุ อ่อนโยน และ อะนะติมานี ไม่เย่อหยิ่ง
- สันตุสสะโก สันโดษ และ สุภะโร เลี้ยงง่าย
- อัปปะกิจโจ มีภาระน้อย และ สัลละหุกะวุตติ ดำรงชีวิตเบาสบาย
- สันตินทริโย อินทรีย์สงบ และ นิปะโก มีปัญญารักษาตน
- อัปปะคัพโภ ไม่คะนอง และ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ ไม่ติดพันในตระกูล
- ไม่ทำความผิดแม้เล็กน้อยที่วิญญูชนจะติเตียนได้
ช่วงที่ 2 วิธีแผ่เมตตา (คาถาที่ 3–8)
เริ่มด้วยคำแผ่ สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา แล้วไล่ให้ครบทุกจำพวกเป็นคู่ ๆ เพื่อไม่ให้มีใครตกหล่น
- ที่ยังหวาดหวั่น (ตะสา) และที่มั่นคงแล้ว (ถาวะรา)
- ตัวยาว ตัวใหญ่ ปานกลาง สั้น เล็ก และพี
- ที่มองเห็นและมองไม่เห็น ที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้
- ที่เกิดแล้ว (ภูตา) และที่กำลังแสวงหาที่เกิด (สัมภะเวสี)
จากนั้นกล่าวในด้านกลับ คือไม่หลอกลวง ไม่ดูหมิ่น และไม่ปรารถนาให้ใครเป็นทุกข์แม้ในยามโกรธ หัวใจของช่วงนี้คืออุปมา "มารดาถนอมบุตรคนเดียวได้แม้ด้วยชีวิต" ซึ่งเป็นภาพของเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไข แล้วขยายออกไปทุกทิศ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และโดยรอบ ให้เป็นใจที่ไม่คับแคบ ไม่มีเวร และไม่มีศัตรู
ช่วงที่ 3 เมตตาทุกอิริยาบถ และผลสูงสุด (คาถาที่ 9–10)
ยืน เดิน นั่ง หรือนอน ตราบใดที่ยังไม่ง่วง ให้ตั้งสติอยู่กับเมตตานี้ ท่านเรียกการอยู่อย่างนี้ว่า พรหมวิหาร คือการอยู่อย่างประเสริฐ
คาถาสุดท้ายพาไปไกลกว่าเมตตา คือผู้ไม่ยึดความเห็นผิด มีศีล มีความเห็นชอบ และละความยินดีในกามได้ จะไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงผู้บรรลุถึงขั้นพระอนาคามี ซึ่งจะไปเกิดในชั้นสุทธาวาสและบรรลุพระอรหัตที่นั่น
กรณียเมตตสูตรกับบทแผ่เมตตา ต่างกันอย่างไร
บทแผ่เมตตา (สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ...) เป็นคำอธิษฐานสั้น ๆ ที่ใช้ต่อท้ายการสวดมนต์ ส่วนกรณียเมตตสูตรเป็นพระสูตรที่สอนทั้งการวางตัว วิธีแผ่เมตตา และผลสูงสุดของการเจริญเมตตา สวดกรณียเมตตสูตรก่อนแล้วต่อด้วยบทแผ่เมตตา จึงเหมือนทบทวนหลักแล้วลงมือทำ อ่านวิธีแผ่เมตตาให้รู้สึกได้จริงเพิ่มเติมได้ที่บทความแผ่เมตตาให้ได้ผลจริง เริ่มที่ตัวเราเองก่อน
กรณียเมตตสูตรในเจ็ดตำนาน
กรณียเมตตสูตรเป็นหนึ่งในพระปริตที่พระสงฆ์สวดในงานเจริญพระพุทธมนต์ ทั้งชุดเจ็ดตำนานและสิบสองตำนาน ในพระคาถาชินบัญชรก็อัญเชิญเมตตสูตรมาไว้เบื้องขวาของผู้สวด (ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง)
สวดแล้วได้อะไร
ผลที่พระสูตรกล่าวไว้เองอยู่ในคาถาสุดท้าย คือผู้เจริญเมตตาจนมีศีลและความเห็นชอบ จะไม่กลับมาเกิดอีก ส่วนความเชื่อที่ว่าสวดแล้วภูตผีไม่รบกวนหรือเทวดาคุ้มครอง มาจากเรื่องในอรรถกถาและความเชื่อที่สืบกันมา ไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร ในทางปฏิบัติ ผลที่ผู้สวดเห็นได้เองคือใจที่อ่อนลงและขุ่นเคืองน้อยลง การสวดช้า ๆ พร้อมตั้งใจแผ่ตามไปทีละท่อน จึงได้ประโยชน์มากกว่าการท่องให้จบ
ควรสวดตอนไหน
สวดได้ทุกเวลา ที่นิยมคือในการสวดมนต์เย็นและก่อนนอน เพราะช่วยวางความขุ่นเคืองของทั้งวันลง และเป็นบทหนึ่งในชุดเจ็ดตำนานที่พระสงฆ์สวดในงานเจริญพระพุทธมนต์
ถ้าสวดคนเดียว เริ่มที่ กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ได้เลย คำนำ หันทะ มะยัง... เป็นคำชวนของผู้นำเมื่อสวดพร้อมกันหลายคน ระหว่างสวด ให้ค่อย ๆ น้อมใจแผ่ความปรารถนาดีออกไปตามคำสวดจริง ๆ เริ่มจากคนใกล้ตัว แล้วขยายไปยังทุกชีวิตโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะทำให้บทนี้เป็นการฝึกใจ ไม่ใช่เพียงการท่อง
ความถี่ที่แนะนำ
สวดวันละ 1 ครั้ง เช่นก่อนนอน หรือในวันพระและเมื่อสวดเจ็ดตำนาน
คำถามที่พบบ่อย
กรณียเมตตสูตร แปลว่าอะไร
กรณียะ แปลว่า สิ่งที่ควรทำ ส่วนเมตตะคือความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีสุข ชื่อพระสูตรตั้งตามคำแรกของบท กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ซึ่งแปลว่า "สิ่งที่ผู้ฉลาดในประโยชน์ควรทำ" แล้วจึงสอนวิธีเจริญเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง
กรณียเมตตสูตร มาจากไหน อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน
อยู่ในขุททกนิกาย 2 แห่ง คือขุททกปาฐะ (พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 10) และสุตตนิบาต (เล่ม 25 ข้อ 308) ส่วนเรื่องภิกษุ 500 รูปถูกรุกขเทวดาหลอกจนต้องกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า มาจากอรรถกถา ไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร
สวดกรณียเมตตสูตรแล้วได้อะไร
ตัวพระสูตรกล่าวว่าผู้เจริญเมตตาจนมีศีล มีความเห็นชอบ และละความยินดีในกามได้ จะไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก ความเชื่อว่าสวดแล้วภูตผีไม่รบกวนหรือเทวดาคุ้มครอง มาจากเรื่องในอรรถกถาและความเชื่อที่สืบกันมา ผลที่ผู้สวดเห็นได้เองคือใจที่สงบและขุ่นเคืองน้อยลง
กรณียเมตตสูตรกับบทแผ่เมตตา ต่างกันอย่างไร
บทแผ่เมตตา (สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ...) เป็นคำอธิษฐานสั้น ๆ ส่วนกรณียเมตตสูตรเป็นพระสูตรที่สอนทั้งการวางตัว วิธีแผ่เมตตา และผลสูงสุด จะสวดกรณียเมตตสูตรก่อน แล้วต่อด้วยบทแผ่เมตตาก็ได้
กรณียเมตตสูตร ฉบับย่อ คือท่อนไหน
หนังสือสวดมนต์บางเล่ม เช่นบทสวดมนต์ข้ามปีของกรมการศาสนา ใช้ฉบับย่อ คือสวดเฉพาะ 3 คาถาสุดท้าย ตั้งแต่ เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง จนจบ ถ้ามีเวลา ควรสวดให้ครบ 10 คาถาตามหน้านี้ เพราะช่วงต้นคือคุณสมบัติของผู้ที่จะเจริญเมตตา
สวดกรณียเมตตสูตรตอนไหนดี สวดก่อนนอนได้ไหม
สวดได้ทุกเวลา ก่อนนอนเป็นช่วงที่เหมาะ เพราะเนื้อหาคือการวางความโกรธและแผ่ความปรารถนาดี ส่วนในงานบุญ พระสงฆ์จะสวดบทนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจ็ดตำนาน
กรณียเมตตสูตรต้องสวดกี่จบ
ตัวบทไม่ได้กำหนดจำนวนจบ สวดวันละ 1 จบอย่างตั้งใจก็พอ การสวด 3 หรือ 9 จบเป็นความนิยมของแต่ละคน ไม่ได้กำหนดในพระไตรปิฎก
แหล่งอ้างอิง
กรณียเมตตสูตร (เมตตสูตร) อยู่ในขุททกนิกาย 2 แห่ง คือขุททกปาฐะ พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๐ และสุตตนิบาต อุรควรรค เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๐๘ ตัวบททั้ง 10 คาถาตรงกับพระไตรปิฎกบาลีฉบับอักษรไทย และหนังสือ A Chanting Guide ของคณะธรรมยุตในสหรัฐอเมริกาทุกคำ เขียนตามแบบหนังสือสวดมนต์ไทย และตรวจเทียบกับฉบับบาลีของ SuttaCentral (snp1.8 และ kp9) ซึ่งต่างกันเพียงการสะกดบางคำตามฉบับ เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปกับรุกขเทวดามาจากอรรถกถาขุททกปาฐะ (ปรมัตถโชติกา) ไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา
กำลังสวดตามชุด
เจ็ดตำนาน
บทที่ 4 จาก 8
กำลังสวดตามชุด
สิบสองตำนาน
บทที่ 4 จาก 13
-
นมการสิทธิคาถา
-
มงคลสูตร
-
รัตนสูตร
-
กรณียเมตตสูตร
-
ขันธปริตร
-
โมรปริตร
-
วัฏฏกปริตร
-
ธชัคคสูตร
-
อาฏานาฏิยปริตร
-
อังคุลิมาลปริตร
-
โพชฌังคปริตร
-
อภยปริตร
-
มหาการุณิโก