บททำวัตรเช้า (ฉบับเต็ม พร้อมคำแปล)
บททำวัตรเช้าฉบับเต็มครบ ๘ บท ตั้งแต่คำบูชาพระรัตนตรัยถึงตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ พร้อมคำอ่านทุกบรรทัด คำแปล ที่มาในพระไตรปิฎก และวิธีทำวัตรเช้าที่บ้าน
บทสวดทำวัตรเช้า
บทที่ ๑ — คำบูชาพระรัตนตรัย
(นั่งคุกเข่า ประนมมือ)โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธสวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโมสุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆังอิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะสาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสาอิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุอัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
คำกราบพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวาพุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมธัมมัง นะมัสสามิ ฯ(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสังฆัง นะมามิ ฯ(กราบ)
บทที่ ๒ — ปุพพภาคนมการ
(ผู้นำสวด)หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
บทที่ ๓ — พุทธาภิถุติ
(ผู้นำสวด)หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส
โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธวิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทูอะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานังพุทโธ ภะคะวาโย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกังสัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสังสะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิโย ธัมมัง เทเสสิอาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณังสาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธังพรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ฯ(กราบระลึกพระพุทธคุณ)
บทที่ ๔ — ธัมมาภิถุติ
(ผู้นำสวด)หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส
โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโกโอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ ฯ(กราบระลึกพระธรรมคุณ)
บทที่ ๕ — สังฆาภิถุติ
(ผู้นำสวด)หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลาเอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโยอะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ ฯ(กราบระลึกพระสังฆคุณ แล้วนั่งพับเพียบ)
บทที่ ๖ — รตนัตตยัปปณามคาถา
(ผู้นำสวด)หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะสังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส
พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโวโยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโนโลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโกวันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ฯ
ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโนโย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโกโลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโนวันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ฯ
สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโตโย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโกโลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโสวันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ฯ
อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกังวัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตังปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวามา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา ฯ
บทที่ ๗ — สังเวคปริกิตตนปาฐะ
(สวดต่อจากบทที่ ๖ ได้เลย)อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโนอะระหัง สัมมาสัมพุทโธธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโกอุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโกสัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโตมะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขังโสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขาอัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโขปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโขยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขังสังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขาเสยยะถีทังรูปูปาทานักขันโธเวทะนูปาทานักขันโธสัญญูปาทานักขันโธสังขารูปาทานักขันโธวิญญาณูปาทานักขันโธ
เยสัง ปะริญญายะธะระมาโน โส ภะคะวาเอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติเอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนีพะหุลา ปะวัตตะติ
รูปัง อะนิจจังเวทะนา อะนิจจาสัญญา อะนิจจาสังขารา อะนิจจาวิญญาณัง อะนิจจังรูปัง อะนัตตาเวทะนา อะนัตตาสัญญา อะนัตตาสังขารา อะนัตตาวิญญาณัง อะนัตตาสัพเพ สังขารา อะนิจจาสัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ
(ผู้หญิงว่า ตา มะยัง แทน เต มะยัง)เต มะยัง โอติณณามหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะโสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตาอัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะอันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ
(ท่อนจบสำหรับอุบาสก อุบาสิกา)จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตาธัมมัญจะ สังฆัญจะตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะอะนุปะฏิปัชชามะสา สา โน ปะฏิปัตติอิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ ฯ
บทที่ ๘ — ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ
(ผู้นำสวด)หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส
(พิจารณาจีวร คือเครื่องนุ่งห่ม)ปะฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะอุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ
(พิจารณาอาหารบิณฑบาต)ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิเนวะ ทะวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะวิหิงสุปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะอิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามินะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิยาตรา จะ เม ภะวิสสะติอะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ
(พิจารณาเสนาสนะ คือที่อยู่อาศัย)ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะอุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ
(พิจารณายารักษาโรค)ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะอัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
(จบทำวัตรเช้า)
คำอ่าน
อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้
บทที่ ๑ — คำบูชาพระรัตนตรัย
(นั่งคุกเข่า ประนมมือ)โย โส พะ-คะ-วา อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โทสะ-หวาก-ขา-โต เย-นะ พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-โมสุ-ปะ-ติ-ปัน-โน ยัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคตำ-มะ-ยัง พะ-คะ-วัน-ตัง สะ-ทำ-มัง สะ-สัง-คังอิ-เม-หิ สัก-กา-เร-หิ ยะ-ถา-ระ-หัง อา-โร-ปิ-เต-หิ อะ-พิ-ปู-ชะ-ยา-มะสา-ทุ โน พัน-เต พะ-คะ-วา สุ-จิ-ระ-ปะ-ริ-นิบ-พุ-โต-ปิปัด-ฉิ-มา-ชะ-นะ-ตา-นุ-กำ-ปะ-มา-นะ-สาอิ-เม สัก-กา-เร ทุก-คะ-ตะ-ปัน-นา-กา-ระ-พู-เต ปะ-ติก-คัน-หา-ตุอำ-หา-กัง ที-คะ-รัด-ตัง หิ-ตา-ยะ สุ-ขา-ยะ
คำกราบพระรัตนตรัย
อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โท พะ-คะ-วาพุด-ทัง พะ-คะ-วัน-ตัง อะ-พิ-วา-เท-มิ(กราบ)
สะ-หวาก-ขา-โต พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-โมทำ-มัง นะ-มัด-สา-มิ(กราบ)
สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคสัง-คัง นะ-มา-มิ(กราบ)
บทที่ ๒ — ปุพพภาคนมการ
(ผู้นำสวด)หัน-ทะ มะ-ยัง พุด-ทัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต ปุบ-พะ-พา-คะ-นะ-มะ-กา-รัง กะ-โร-มะ เส
นะ-โม ตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต อะ-ระ-หะ-โต สำ-มา-สำ-พุด-ทัด-สะนะ-โม ตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต อะ-ระ-หะ-โต สำ-มา-สำ-พุด-ทัด-สะนะ-โม ตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต อะ-ระ-หะ-โต สำ-มา-สำ-พุด-ทัด-สะ
บทที่ ๓ — พุทธาภิถุติ
(ผู้นำสวด)หัน-ทะ มะ-ยัง พุด-ทา-พิ-ถุ-ติง กะ-โร-มะ เส
โย โส ตะ-ถา-คะ-โต อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โทวิด-ชา-จะ-ระ-นะ-สำ-ปัน-โน สุ-คะ-โต โล-กะ-วิ-ทูอะ-นุด-ตะ-โร ปุ-ริ-สะ-ทำ-มะ-สา-ระ-ถิ สัด-ถา เท-วะ-มะ-นุด-สา-นังพุด-โท พะ-คะ-วาโย อิ-มัง โล-กัง สะ-เท-วะ-กัง สะ-มา-ระ-กัง สะ-พรัม-มะ-กังสัด-สะ-มะ-นะ-พราม-มะ-นิง ปะ-ชัง สะ-เท-วะ-มะ-นุด-สังสะ-ยัง อะ-พิน-ยา สัด-ฉิ-กัด-ตะ-วา ปะ-เว-เท-สิโย ทำ-มัง เท-เส-สิอา-ทิ-กัน-ละ-ยา-นัง มัด-เช-กัน-ละ-ยา-นัง ปะ-ริ-โย-สา-นะ-กัน-ละ-ยา-นังสาด-ถัง สะ-พะ-ยัน-ชะ-นัง เก-วะ-ละ-ปะ-ริ-ปุน-นัง ปะ-ริ-สุด-ทังพรัม-มะ-จะ-ริ-ยัง ปะ-กา-เส-สิตะ-มะ-หัง พะ-คะ-วัน-ตัง อะ-พิ-ปู-ชะ-ยา-มิตะ-มะ-หัง พะ-คะ-วัน-ตัง สิ-ระ-สา นะ-มา-มิ(กราบระลึกพระพุทธคุณ)
บทที่ ๔ — ธัมมาภิถุติ
(ผู้นำสวด)หัน-ทะ มะ-ยัง ทำ-มา-พิ-ถุ-ติง กะ-โร-มะ เส
โย โส สะ-หวาก-ขา-โต พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-โมสัน-ทิด-ถิ-โก อะ-กา-ลิ-โก เอ-หิ-ปัด-สิ-โกโอ-ปะ-นะ-ยิ-โก ปัด-จัด-ตัง เว-ทิ-ตับ-โพ วิน-ยู-หิตะ-มะ-หัง ทำ-มัง อะ-พิ-ปู-ชะ-ยา-มิตะ-มะ-หัง ทำ-มัง สิ-ระ-สา นะ-มา-มิ(กราบระลึกพระธรรมคุณ)
บทที่ ๕ — สังฆาภิถุติ
(ผู้นำสวด)หัน-ทะ มะ-ยัง สัง-คา-พิ-ถุ-ติง กะ-โร-มะ เส
โย โส สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคอุ-ชุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคยา-ยะ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคสา-มี-จิ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคยะ-ทิ-ทัง จัด-ตา-ริ ปุ-ริ-สะ-ยุ-คา-นิ อัด-ถะ ปุ-ริ-สะ-ปุก-คะ-ลาเอ-สะ พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคอา-หุ-ไน-โย ปา-หุ-ไน-โย ทัก-ขิ-ไน-โย อัน-ชะ-ลี-กะ-ระ-นี-โยอะ-นุด-ตะ-รัง ปุน-ยัก-เขด-ตัง โล-กัด-สะตะ-มะ-หัง สัง-คัง อะ-พิ-ปู-ชะ-ยา-มิตะ-มะ-หัง สัง-คัง สิ-ระ-สา นะ-มา-มิ(กราบระลึกพระสังฆคุณ แล้วนั่งพับเพียบ)
บทที่ ๖ — รตนัตตยัปปณามคาถา
(ผู้นำสวด)หัน-ทะ มะ-ยัง ระ-ตะ-นัด-ตะ-ยับ-ปะ-นา-มะ-คา-ถา-โย เจ-วะสัง-เว-คะ-ปะ-ริ-กิด-ตะ-นะ-ปา-ถัน-จะ พะ-นา-มะ เส
พุด-โท สุ-สุด-โท กะ-รุ-นา-มะ-หัน-นะ-โวโยด-จัน-ตะ-สุด-ทับ-พะ-ระ-ยา-นะ-โล-จะ-โนโล-กัด-สะ ปา-ปู-ปะ-กิ-เล-สะ-คา-ตะ-โกวัน-ทา-มิ พุด-ทัง อะ-หะ-มา-ทะ-เร-นะ ตัง
ทำ-โม ปะ-ที-โป วิ-ยะ ตัด-สะ สัด-ถุ-โนโย มัก-คะ-ปา-กา-มะ-ตะ-เพ-ทะ-พิน-นะ-โกโล-กุด-ตะ-โร โย จะ ตะ-ทัด-ถะ-ที-ปะ-โนวัน-ทา-มิ ทำ-มัง อะ-หะ-มา-ทะ-เร-นะ ตัง
สัง-โค สุ-เขด-ตา-พะ-ยะ-ติ-เขด-ตะ-สัน-ยิ-โตโย ทิด-ถะ-สัน-โต สุ-คะ-ตา-นุ-โพ-ทะ-โกโล-ลับ-ปะ-ฮี-โน อะ-ริ-โย สุ-เม-ทะ-โสวัน-ทา-มิ สัง-คัง อะ-หะ-มา-ทะ-เร-นะ ตัง
อิด-เจ-วะ-เม-กัน-ตะ-พิ-ปู-ชะ-ไน-ยะ-กังวัด-ถุด-ตะ-ยัง วัน-ทะ-ยะ-ตา-พิ-สัง-ขะ-ตังปุน-ยัง มะ-ยา ยัง มะ-มะ สับ-พุ-ปัด-ทะ-วามา โหน-ตุ เว ตัด-สะ ปะ-พา-วะ-สิด-ทิ-ยา
บทที่ ๗ — สังเวคปริกิตตนปาฐะ
(สวดต่อจากบทที่ ๖ ได้เลย)อิ-ทะ ตะ-ถา-คะ-โต โล-เก อุบ-ปัน-โนอะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โททำ-โม จะ เท-สิ-โต นิย-ยา-นิ-โกอุ-ปะ-สะ-มิ-โก ปะ-ริ-นิบ-พา-นิ-โกสำ-โพ-ทะ-คา-มี สุ-คะ-ตับ-ปะ-เว-ทิ-โตมะ-ยัน-ตัง ทำ-มัง สุด-ตะ-วา เอ-วัง ชา-นา-มะ
ชา-ติ-ปิ ทุก-ขา ชะ-รา-ปิ ทุก-ขา มะ-ระ-นำ-ปิ ทุก-ขังโส-กะ-ปะ-ริ-เท-วะ-ทุก-ขะ-โท-มะ-นัด-สุ-ปา-ยา-สา-ปิ ทุก-ขาอับ-ปิ-เย-หิ สำ-ปะ-โย-โค ทุก-โขปิ-เย-หิ วิบ-ปะ-โย-โค ทุก-โขยำ-ปิด-ฉัง นะ ละ-พะ-ติ ตำ-ปิ ทุก-ขังสัง-ขิด-เต-นะ ปัน-จุ-ปา-ทา-นัก-ขัน-ทา ทุก-ขาไส-ยะ-ถี-ทังรู-ปู-ปา-ทา-นัก-ขัน-โทเว-ทะ-นู-ปา-ทา-นัก-ขัน-โทสัน-ยู-ปา-ทา-นัก-ขัน-โทสัง-ขา-รู-ปา-ทา-นัก-ขัน-โทวิน-ยา-นู-ปา-ทา-นัก-ขัน-โท
เย-สัง ปะ-ริน-ยา-ยะทะ-ระ-มา-โน โส พะ-คะ-วาเอ-วัง พะ-หุ-ลัง สา-วะ-เก วิ-เน-ติเอ-วัง พา-คา จะ ปะ-นัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-เก-สุ อะ-นุ-สา-สะ-นีพะ-หุ-ลา ปะ-วัด-ตะ-ติ
รู-ปัง อะ-นิด-จังเว-ทะ-นา อะ-นิด-จาสัน-ยา อะ-นิด-จาสัง-ขา-รา อะ-นิด-จาวิน-ยา-นัง อะ-นิด-จังรู-ปัง อะ-นัด-ตาเว-ทะ-นา อะ-นัด-ตาสัน-ยา อะ-นัด-ตาสัง-ขา-รา อะ-นัด-ตาวิน-ยา-นัง อะ-นัด-ตาสับ-เพ สัง-ขา-รา อะ-นิด-จาสับ-เพ ทำ-มา อะ-นัด-ตา-ติ
(ผู้หญิงว่า ตา มะยัง แทน เต มะยัง)เต มะ-ยัง โอ-ติน-นาม-หะ ชา-ติ-ยา ชะ-รา-มะ-ระ-เน-นะโส-เก-หิ ปะ-ริ-เท-เว-หิ ทุก-เข-หิ โท-มะ-นัด-เส-หิ อุ-ปา-ยา-เส-หิทุก-โข-ติน-นา ทุก-ขะ-ปะ-เร-ตาอับ-เป-วะ-นา-มิ-มัด-สะ เก-วะ-ลัด-สะ ทุก-ขัก-ขัน-ทัด-สะอัน-ตะ-กิ-ริ-ยา ปัน-ยา-เย-ถา-ติ
(ท่อนจบสำหรับอุบาสก อุบาสิกา)จิ-ระ-ปะ-ริ-นิบ-พุ-ตำ-ปิ ตัง พะ-คะ-วัน-ตัง สะ-ระ-นัง คะ-ตาทำ-มัน-จะ สัง-คัน-จะตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต สา-สะ-นัง ยะ-ถา-สะ-ติ ยะ-ถา-พะ-ลัง มะ-นะ-สิ-กะ-โร-มะอะ-นุ-ปะ-ติ-ปัด-ชา-มะสา สา โน ปะ-ติ-ปัด-ติอิ-มัด-สะ เก-วะ-ลัด-สะ ทุก-ขัก-ขัน-ทัด-สะ อัน-ตะ-กิ-ริ-ยา-ยะ สัง-วัด-ตะ-ตุ
บทที่ ๘ — ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ
(ผู้นำสวด)หัน-ทะ มะ-ยัง ตัง-ขะ-นิ-กะ-ปัด-จะ-เวก-ขะ-นะ-ปา-ถัง พะ-นา-มะ เส
(พิจารณาจีวร คือเครื่องนุ่งห่ม)ปะ-ติ-สัง-ขา โย-นิ-โส จี-วะ-รัง ปะ-ติ-เส-วา-มิยา-วะ-เท-วะ สี-ตัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะอุน-หัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะทัง-สะ-มะ-กะ-สะ-วา-ตา-ตะ-ปะ-สิ-ริง-สะ-ปะ-สำ-ผัด-สา-นัง ปะ-ติ-คา-ตา-ยะยา-วะ-เท-วะ หิ-ริ-โก-ปิ-นะ-ปะ-ติด-ฉา-ทะ-นัด-ถัง
(พิจารณาอาหารบิณฑบาต)ปะ-ติ-สัง-ขา โย-นิ-โส ปิน-ทะ-ปา-ตัง ปะ-ติ-เส-วา-มิเน-วะ ทะ-วา-ยะ นะ มะ-ทา-ยะ นะ มัน-ทะ-นา-ยะ นะ วิ-พู-สะ-นา-ยะยา-วะ-เท-วะ อิ-มัด-สะ กา-ยัด-สะ ถิ-ติ-ยา ยา-ปะ-นา-ยะวิ-หิง-สุ-ปะ-ระ-ติ-ยา พรัม-มะ-จะ-ริ-ยา-นุก-คะ-หา-ยะอิ-ติ ปุ-รา-นัน-จะ เว-ทะ-นัง ปะ-ติ-หัง-ขา-มินะ-วัน-จะ เว-ทะ-นัง นะ อุบ-ปา-เทด-สา-มิยาด-ตะ-รา จะ เม พะ-วิด-สะ-ติอะ-นะ-วัด-ชะ-ตา จะ ผา-สุ-วิ-หา-โร จา-ติ
(พิจารณาเสนาสนะ คือที่อยู่อาศัย)ปะ-ติ-สัง-ขา โย-นิ-โส เส-นา-สะ-นัง ปะ-ติ-เส-วา-มิยา-วะ-เท-วะ สี-ตัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะอุน-หัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะทัง-สะ-มะ-กะ-สะ-วา-ตา-ตะ-ปะ-สิ-ริง-สะ-ปะ-สำ-ผัด-สา-นัง ปะ-ติ-คา-ตา-ยะยา-วะ-เท-วะ อุ-ตุ-ปะ-ริด-สะ-ยะ-วิ-โน-ทะ-นัง ปะ-ติ-สัน-ลา-นา-รา-มัด-ถัง
(พิจารณายารักษาโรค)ปะ-ติ-สัง-ขา โย-นิ-โส คิ-ลา-นะ-ปัด-จะ-ยะ-เพ-สัด-ชะ-ปะ-ริก-ขา-รัง ปะ-ติ-เส-วา-มิยา-วะ-เท-วะ อุบ-ปัน-นา-นัง ไว-ยา-พา-ทิ-กา-นัง เว-ทะ-นา-นัง ปะ-ติ-คา-ตา-ยะอับ-พะ-ยา-ปัด-ชะ-ปะ-ระ-มะ-ตา-ยา-ติ
(จบทำวัตรเช้า)
คำแปล
บทที่ ๑ — คำบูชาพระรัตนตรัย
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดตรัสไว้ดีแล้วพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดปฏิบัติดีแล้วข้าพเจ้าทั้งหลายขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ ที่ยกขึ้นบูชาตามสมควรข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานนานแล้วขอพระองค์ผู้มีพระทัยเอ็นดูต่อชนรุ่นหลังโปรดรับเครื่องสักการะเหล่านี้ ซึ่งเป็นเพียงบรรณาการของคนยากเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน
คำกราบพระรัตนตรัย
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองข้าพเจ้าขออภิวาทพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค (กราบ)
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม (กราบ)
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้วข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)
บทที่ ๒ — ปุพพภาคนมการ
(ผู้นำ)เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาทำความนอบน้อมเบื้องต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้ากันเถิด
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง (ว่า ๓ จบ)
บทที่ ๓ — พุทธาภิถุติ
(ผู้นำ)เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดสรรเสริญพระพุทธเจ้ากันเถิด
พระตถาคตเจ้าพระองค์ใด เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้มีพระภาคพระองค์ใดทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนให้รู้ตามทั้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พระองค์ใดทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแผนการปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงพร้อมทั้งอรรถะ (เนื้อความ) และพยัญชนะ (ถ้อยคำ)ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า (กราบ)
บทที่ ๔ — ธัมมาภิถุติ
(ผู้นำ)เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดสรรเสริญพระธรรมกันเถิด
พระธรรมใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มาดูควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตนข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งเฉพาะพระธรรมนั้นข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรมนั้นด้วยเศียรเกล้า (กราบ)
บทที่ ๕ — สังฆาภิถุติ
(ผู้นำ)เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดสรรเสริญพระสงฆ์กันเถิด
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้วปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ปฏิบัติสมควรแล้วได้แก่ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุคคลนั่นแหละคือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกราบไหว้เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งเฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้นข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้นด้วยเศียรเกล้า (กราบ แล้วนั่งพับเพียบ)
บทที่ ๖ — รตนัตตยัปปณามคาถา
(ผู้นำ)เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดคาถานอบน้อมพระรัตนตรัยและบทที่กล่าวถึงเหตุให้เกิดความสังเวชกันเถิด
พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ยิ่ง มีพระกรุณากว้างใหญ่ดุจมหาสมุทรมีดวงตาคือญาณอันประเสริฐ หมดจดถึงที่สุดทรงกำจัดบาปและอุปกิเลสของโลกข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ
พระธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น สว่างไสวดุจดวงประทีปจำแนกเป็นมรรค ผล และนิพพานส่วนหนึ่งเป็นโลกุตตระ อีกส่วนหนึ่งชี้ทางไปสู่โลกุตตระนั้นข้าพเจ้าขอไหว้พระธรรมนั้นด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ
พระสงฆ์ได้ชื่อว่าเป็นนาบุญที่ยิ่งกว่านาบุญอันดีทั้งหลายเป็นผู้เห็นพระนิพพานอันสงบ ตรัสรู้ตามพระสุคตละความโลเลได้แล้ว เป็นพระอริยะ มีปัญญาดีข้าพเจ้าขอไหว้พระสงฆ์หมู่นั้นด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ
บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว ด้วยการไหว้พระรัตนตรัยซึ่งควรบูชาอย่างยิ่งโดยส่วนเดียวดังกล่าวมานี้ด้วยอานุภาพแห่งความสำเร็จของบุญนั้นขออุปัทวะคือเครื่องขัดข้องทั้งปวง จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย
บทที่ ๗ — สังเวคปริกิตตนปาฐะ
พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองและพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นธรรมนำออกจากทุกข์ เป็นเครื่องสงบกิเลสเป็นไปเพื่อปรินิพพาน เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศไว้พวกเราได้ฟังธรรมนั้นแล้วจึงรู้อย่างนี้ว่า
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์ ได้แก่ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
เพื่อให้สาวกกำหนดรู้อุปาทานขันธ์เหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ จึงทรงแนะนำสาวกเช่นนี้เป็นส่วนมากและคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เป็นไปในสาวกทั้งหลายเป็นส่วนมาก มีส่วนจำแนกอย่างนี้ว่า
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยงรูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตนสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน
พวกเราทั้งหลายถูกความเกิด ความแก่ และความตายครอบงำแล้วถูกความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจครอบงำแล้วถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว มีความทุกข์อยู่เบื้องหน้าแล้วทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้
(ท่อนจบสำหรับอุบาสก อุบาสิกา)เราทั้งหลายถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นที่พึ่ง แม้พระองค์เสด็จปรินิพพานนานแล้วถึงพระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งด้วยจักทำไว้ในใจและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลังขอให้การปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ
บทที่ ๘ — ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ
(ผู้นำ)เชิญเถิด เราทั้งหลาย มาสวดบทพิจารณาปัจจัยสี่ในขณะที่ใช้สอยกันเถิด
(พิจารณาจีวร คือเครื่องนุ่งห่ม)เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงนุ่งห่มจีวรเพียงเพื่อบำบัดความหนาว เพื่อบำบัดความร้อนเพื่อบำบัดสัมผัสจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานและเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่ให้เกิดความละอาย
(พิจารณาอาหารบิณฑบาต)เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่งแต่เพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไปได้เพื่อบรรเทาความลำบากทางกาย และเพื่ออนุเคราะห์การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยวิธีนี้ เราจะระงับเวทนาเก่าคือความหิวเสียได้และจะไม่ทำเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น (เช่น ความอึดอัดเพราะกินเกินประมาณ)ความเป็นไปได้แห่งชีวิต ความไม่มีโทษ และความอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา
(พิจารณาเสนาสนะ คือที่อยู่อาศัย)เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงใช้สอยเสนาสนะเพียงเพื่อบำบัดความหนาว เพื่อบำบัดความร้อนเพื่อบำบัดสัมผัสจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานเพียงเพื่อบรรเทาอันตรายจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความยินดีในการหลีกเร้นอยู่ภาวนา
(พิจารณายารักษาโรค)เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงบริโภคยาและเครื่องใช้สำหรับผู้ป่วยเพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาที่เกิดจากความเจ็บไข้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วและเพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง
ความหมายของทำวัตรเช้า
ทำวัตรเช้า คืออะไร
คำว่า วัตร แปลว่า กิจที่พึงทำเป็นประจำ ทำวัตร ในภาษาวัดจึงหมายถึงการไหว้พระสวดมนต์ประจำวันของพระสงฆ์ ทำตอนเช้าเรียกว่า ทำวัตรเช้า ทำตอนเย็นหรือค่ำเรียกว่า ทำวัตรเย็น ฆราวาสที่ไปวัดหรือสวดมนต์ที่บ้านก็ใช้บทเดียวกันนี้ เนื้อหาคือการบูชาและสรรเสริญพระรัตนตรัย ทบทวนคำสอนเรื่องทุกข์และความไม่เที่ยง แล้วพิจารณาการใช้ปัจจัยสี่อย่างมีสติ
ประวัติของคณะธรรมยุตระบุว่า พระวชิรญาณเถระ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔) ทรงวางธรรมเนียมทำวัตรเช้าค่ำเป็นประจำ และทรงพระราชนิพนธ์บทสวดภาษาบาลีที่ใช้แพร่หลายมาจนปัจจุบัน บทในหน้านี้ตรงกับหนังสือสวดมนต์ฉบับธรรมยุต ซึ่งวัดมหานิกายจำนวนมากก็ใช้ เช่น ฉบับที่เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
แต่ละบทในทำวัตรเช้าทำหน้าที่อะไร
- คำบูชาพระรัตนตรัย (โย โส ภะคะวา...) — ถวายเครื่องสักการะแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วกราบสามครั้งด้วยคำกราบ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา ซึ่งเป็นคำเดียวกับในบทบูชาพระรัตนตรัย
- ปุพพภาคนมการ — นอบน้อมพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น คือนะโม ตัสสะ 3 จบ
- พุทธาภิถุติ — สรรเสริญพระพุทธคุณเก้าประการแบบเดียวกับอิติปิโส แล้วต่อด้วยพระคุณที่ทรงสอนโลกและประกาศพรหมจรรย์
- ธัมมาภิถุติ — สรรเสริญพระธรรมคุณหกประการ
- สังฆาภิถุติ — สรรเสริญพระสังฆคุณเก้าประการ
- รตนัตตยัปปณามคาถา — คาถาสี่บท ไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทีละบท แล้วตั้งความปรารถนาด้วยบุญจากการไหว้นั้นให้อุปัทวะทั้งปวงไม่มี
- สังเวคปริกิตตนปาฐะ — ทบทวนว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติและแสดงธรรมแล้ว สรุปเรื่องทุกข์ ขันธ์ห้า และไตรลักษณ์ แล้วตั้งใจปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์
- ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ — พิจารณาปัจจัยสี่ คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่ และยารักษาโรค ว่าใช้เพื่อประโยชน์จริง ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา
คำว่า สังเวค (สังเวช) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความหดหู่ แต่หมายถึงความสะเทือนใจที่ปลุกให้ไม่ประมาทและเร่งทำความดี ส่วน ตังขณิก แปลว่า "ในขณะนั้น" คือพิจารณาในขณะที่กำลังใช้ปัจจัย บทนี้เขียนในมุมของพระภิกษุ แต่ฆราวาสก็นำมาใช้ได้ตรงตัว คือ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ และยา
ส่วนไหนมาจากพระไตรปิฎก
- คำกราบพระรัตนตรัย บทนะโม และบทสรรเสริญพระธรรมคุณ พระสังฆคุณ — ใช้ถ้อยคำเดียวกับบทระลึกถึงพระรัตนตรัยในพระสูตร เช่น ธชัคคสูตร ส่วนนะโมพบในหลายพระสูตร ดูได้ที่หน้านะโม ตัสสะ
- ท่อนหลังของพุทธาภิถุติ (โย อิมัง โลกัง... พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ) — ตรงกับคำพรรณนาพระตถาคตในพระสูตร เช่น สามัญญผลสูตร (ทีฆนิกาย) และจูฬหัตถิปโทปมสูตร (มัชฌิมนิกาย) ในพระสูตรเป็นปัจจุบันกาลว่า ทรงสอน ทรงแสดง บททำวัตรเปลี่ยนเป็นอดีตกาลว่า ได้ทรงสอน ได้ทรงแสดงแล้ว
- ท่อนต้นของสังเวคปริกิตตนปาฐะ — ใกล้กับถ้อยคำในอักขณสูตร (อังคุตตรนิกาย) ที่กล่าวถึงพระตถาคตอุบัติขึ้นในโลก และทรงแสดงธรรมเพื่อความสงบ เพื่อนิพพาน เพื่อความตรัสรู้
- ท่อนว่าด้วยทุกข์ (ชาติปิ ทุกขา... ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา) — ตรงกับนิยามทุกขอริยสัจในมหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกาย) และใกล้กับธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
- ท่อน รูปัง อะนิจจัง... สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ — มาจากจูฬสัจจกสูตร (มัชฌิมนิกาย) ที่พระอัสสชิตอบสัจจกนิครนถ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงแนะนำสาวกอย่างนี้เป็นส่วนมาก
- ท่อน โอติณณามหะ ชาติยา... — ใกล้กับถ้อยคำในปิณโฑลยสูตร (สังยุตตนิกาย) และมหาสาโรปมสูตร (มัชฌิมนิกาย) ที่บรรยายความคิดของกุลบุตรผู้ออกบวชเพราะเห็นภัยของการเกิด แก่ และตาย
- ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา ในท่อนจบของพระภิกษุ — เป็นถ้อยคำในสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๑ ในพระวินัยปิฎก
- ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ — มาจากสัพพาสวสังวรสูตร (มัชฌิมนิกาย) ตอนว่าด้วยอาสวะที่ละได้ด้วยการใช้สอยอย่างพิจารณา ในพระสูตรเล่าว่าภิกษุพิจารณาแล้วจึงใช้ บทสวดเปลี่ยนเป็นคำของผู้สวดเองว่า "เราพิจารณาแล้วจึงใช้"
ส่วนคำบูชาที่ขึ้นต้นว่า โย โส ภะคะวา รตนัตตยัปปณามคาถา และคำนำของผู้นำที่ขึ้นต้นว่า หันทะ มะยัง ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก เป็นบทที่แต่งขึ้นภายหลังสำหรับใช้ในการทำวัตร
ฉบับของแต่ละวัดต่างกันตรงไหน
ตัวบทหลักเหมือนกันแทบทุกเล่ม จุดที่พบว่าต่างกันมีดังนี้
- บทต่อท้าย — บางเล่ม เช่น ฉบับในเว็บไซต์วัดพระปฐมเจดีย์ นับว่าคำทำวัตรเช้าจบที่สังเวคปริกิตตนปาฐะ แล้วจึงสวดตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะต่อเป็นบทสวดมนต์แปล บางเล่ม เช่น ฉบับสำนักพิมพ์ มจร สวดต่ออีกสองบท คือ ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณปาฐะ (ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง...) ซึ่งพิจารณาว่าปัจจัยสี่และผู้ใช้เป็นเพียงธาตุ และ ปัตติทานคาถา (ยา เทวะตา สันติ วิหาระวาสินี...) ซึ่งเป็นบทแผ่ส่วนบุญ ส่วนหนังสือสวดมนต์ของวัดป่าสายหลวงพ่อชาในประเทศตะวันตกสวดถึงสังเวคปริกิตตนปาฐะแล้วนั่งสมาธิ บทพิจารณาอื่นสวดเพิ่มตามโอกาส
- ท่อนจบของสังเวคปริกิตตนปาฐะ — ฆราวาสสวดท่อน จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา พระภิกษุสามเณรสวดอีกท่อนหนึ่ง (ดูหัวข้อด้านล่าง) และผู้หญิงเปลี่ยน เต มะยัง เป็น ตา มะยัง
- ถ้อยคำบางคำ — บางเล่มว่า ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ แทน ธัมมัญจะ สังฆัญจะ ว่า พะหุลัง ปะวัตตะติ แทน พะหุลา ปะวัตตะติ และเขียน อัญชะลิกะระณีโย (ลิ เสียงสั้น) ตามรูปบาลีเดิม หน้านี้ใช้ตามฉบับ มจร
- คำบูชาตอนต้น — หนังสือสวดมนต์ของพระธานิสสโร (วัดป่าสายธรรมยุตในสหรัฐอเมริกา) ใช้คำบูชาอีกแบบที่ขึ้นต้นว่า ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา
- การเขียน — หลายเล่มใส่เครื่องหมายยามักการ เช่น พ๎รัห๎มะ สุต๎วา เพื่อบอกว่าพยัญชนะควบกัน หน้านี้เขียนแบบไม่มีเครื่องหมาย (พรัหมะ สุตวา) และแยกพยางค์ไว้ให้แล้วในคำอ่าน
ถ้าวัดที่ไปประจำใช้ฉบับใด สวดตามเล่มนั้นได้เลย ความหมายไม่ต่างกัน
สวดทำวัตรเช้าแล้วได้อะไร
ทำวัตรเช้าไม่ใช่บทขอพร เนื้อหาส่วนใหญ่คือการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย และทบทวนความจริงของชีวิต คือ ความเกิด แก่ ตาย ความไม่เที่ยง และความไม่ใช่ตัวตน แล้วปิดท้ายด้วยการเตือนตัวเองให้ใช้ของกินของใช้อย่างรู้ประมาณ การสวดทุกเช้าจึงเหมือนตั้งหลักให้ใจก่อนเริ่มวัน ผู้ที่สวดสม่ำเสมอจำนวนมากบอกว่าใจสงบและมีสติขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการตั้งใจอยู่กับบทสวดและความหมาย ไม่ใช่อำนาจพิเศษจากภายนอก
ท่อนจบสำหรับพระภิกษุสามเณร
ท่อนจบของสังเวคปริกิตตนปาฐะ ฉบับพระภิกษุสามเณร
พระภิกษุสามเณรสวดท่อนนี้แทนท่อน จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา... ของฆราวาสในบทที่ ๗ ถ้อยคำตรงกันทั้งฉบับสำนักพิมพ์ มจร และฉบับวัดพระปฐมเจดีย์ หนังสือของพระธานิสสโรหมายเหตุไว้ว่าสามเณรไม่ต้องว่าบรรทัด ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา เพราะเป็นคำที่กล่าวถึงสิกขาของภิกษุ
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธังสัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตาตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนาตัง โน พรัหมะจะริยังอิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตูติ ฯ
คำอ่าน
จิ-ระ-ปะ-ริ-นิบ-พุ-ตำ-ปิ ตัง พะ-คะ-วัน-ตัง อุด-ทิด-สะ อะ-ระ-หัน-ตัง สำ-มา-สำ-พุด-ทังสัด-ทา อะ-คา-รัด-สะ-หมา อะ-นะ-คา-ริ-ยัง ปับ-พะ-ชิ-ตาตัด-สะ-หมิง พะ-คะ-วะ-ติ พรัม-มะ-จะ-ริ-ยัง จะ-รา-มะพิก-ขู-นัง สิก-ขา-สา-ชี-วะ-สะ-มา-ปัน-นาตัง โน พรัม-มะ-จะ-ริ-ยังอิ-มัด-สะ เก-วะ-ลัด-สะ ทุก-ขัก-ขัน-ทัด-สะ อัน-ตะ-กิ-ริ-ยา-ยะ สัง-วัด-ตะ-ตู-ติ
คำแปล
เราทั้งหลายออกบวชอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองแม้พระองค์เสด็จปรินิพพานนานแล้วเป็นผู้มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือนประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลายขอพรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ
วิธีทำวัตรเช้าที่บ้าน ฉบับเต็มและฉบับย่อ
-
เลือกว่าจะสวดฉบับเต็มหรือฉบับย่อ
ฉบับเต็ม คือบทที่ ๑ ถึง ๘ ตามหน้านี้ ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ฉบับย่อ สำหรับวันที่มีเวลาน้อย ให้สวดบทที่ ๑ ถึง ๕ คือ คำบูชาพระรัตนตรัย นะโม 3 จบ และบทสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใช้เวลาราว 7 นาที แล้วค่อยเพิ่มบทที่ ๖ ถึง ๘ เมื่อคล่องขึ้น การแบ่งแบบนี้เป็นคำแนะนำตามเวลาที่มี ไม่ใช่ข้อบังคับ
-
เตรียมที่สวด
นั่งหน้าโต๊ะหมู่บูชาหรือในมุมที่สงบ จุดธูปเทียนถ้ามี ถ้าไม่มีก็ตั้งใจบูชาด้วยใจได้ เปิดหน้านี้ไว้ที่หัวข้อคำอ่าน หรือกด "เริ่มโหมดสวด" เพื่ออ่านตัวใหญ่
-
นั่งคุกเข่า สวดบทที่ ๑ ถึง ๕
นั่งคุกเข่าประนมมือ สวดคำบูชาพระรัตนตรัย แล้วกราบสามครั้งตามคำกราบ ต่อด้วยนะโม 3 จบ และบทสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กราบหนึ่งครั้งเมื่อจบแต่ละบท วิธีกราบดูได้ที่บทบูชาพระรัตนตรัย ถ้าคุกเข่านานไม่ไหว นั่งพับเพียบหรือนั่งเก้าอี้แล้วประนมมือไหว้แทนได้
-
นั่งพับเพียบ สวดบทที่ ๖ ถึง ๘
หลังกราบจบบทที่ ๕ ให้นั่งพับเพียบ แล้วสวดรตนัตตยัปปณามคาถา สังเวคปริกิตตนปาฐะ และตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะต่อเนื่องกัน ในบทที่ ๗ ผู้หญิงว่า ตา มะยัง แทน เต มะยัง และฆราวาสสวดท่อนจบของอุบาสกอุบาสิกา
-
ปิดท้ายด้วยแผ่เมตตา
ควรสวดตอนไหน
สวดตอนเช้าก่อนเริ่มกิจวัตรของวัน ในวัดแต่ละแห่งกำหนดเวลาทำวัตรเช้าเอง ส่วนที่บ้านนิยมสวดหลังตื่นนอนและล้างหน้าแล้ว หรือก่อนออกจากบ้าน จะสวดครบทั้งแปดบทหรือสวดฉบับย่อก็ได้ (ดูวิธีทำด้านล่าง)
ถ้าสวดคนเดียว ไม่จำเป็นต้องว่าบรรทัดคำนำ หันทะ มะยัง... เพราะเป็นคำชวนของผู้นำ แต่จะว่าไว้เพื่อบอกตัวเองว่ากำลังขึ้นบทใหม่ก็ได้ เมื่อสวดจบ หลายคนต่อด้วยบทแผ่เมตตาและกรวดน้ำ วันไหนมีเวลาน้อย ใช้ชุดสวดมนต์เช้าแบบกระชับ ซึ่งคัดบทสั้นที่ใช้บ่อยไว้ให้แล้ว
ความถี่ที่แนะนำ
วันละ 1 ครั้งในตอนเช้า ถ้าสะดวกให้สวดคู่กับทำวัตรเย็นในตอนค่ำ
คำถามที่พบบ่อย
ทำวัตรเช้า คืออะไร
วัตร แปลว่า กิจที่ทำเป็นประจำ ทำวัตรเช้าจึงหมายถึงการไหว้พระสวดมนต์ประจำตอนเช้าของพระสงฆ์และชาวพุทธ ประกอบด้วยการบูชาและสรรเสริญพระรัตนตรัย การทบทวนเรื่องทุกข์และไตรลักษณ์ และการพิจารณาปัจจัยสี่
ทำวัตรเช้าใช้เวลากี่นาที
ฉบับเต็มแปดบทตามหน้านี้ สวดด้วยจังหวะปกติใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ฉบับย่อบทที่ ๑ ถึง ๕ ใช้ราว 7 นาที ถ้าสวดแบบสวดแปล คือว่าบาลีสลับกับคำแปลไทย จะใช้เวลานานขึ้นมาก ทั้งหมดขึ้นกับความเร็วในการสวด
ทำวัตรเช้ากับทำวัตรเย็นต่างกันอย่างไร
ทั้งสองเริ่มด้วยการบูชาและกราบพระรัตนตรัย แล้วว่านะโม 3 จบเหมือนกัน ทำวัตรเช้าใช้บทสรรเสริญ (พุทธาภิถุติ ธัมมาภิถุติ สังฆาภิถุติ) ทบทวนเรื่องทุกข์ และพิจารณาปัจจัยสี่ขณะใช้ ส่วนทำวัตรเย็นใช้บทระลึกถึงพระรัตนตรัย (อนุสสติ) กับบทสรรเสริญแบบคาถา (อภิคีติ) มีคำขอขมาพระรัตนตรัย และจบด้วยการพิจารณาปัจจัยที่ใช้ไปแล้วในวันนั้น (อตีตปัจจเวกขณปาฐะ)
ฆราวาสทำวัตรเช้าได้ไหม
ได้ บททำวัตรมีท่อนสำหรับอุบาสกอุบาสิกาโดยตรงในบทที่ ๗ หลายวัดให้ญาติโยมร่วมทำวัตรกับพระสงฆ์ และสวดเองที่บ้านได้ทุกวัน
ต้องสวดทำวัตรเช้าครบทุกบทไหม
ไม่มีข้อบังคับ การทำวัตรเป็นธรรมเนียม ไม่ได้กำหนดไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าเวลาน้อยสวดบทที่ ๑ ถึง ๕ ก่อนได้ แล้วค่อยเพิ่มบทที่เหลือ สิ่งสำคัญคือสวดสม่ำเสมอและรู้ความหมาย
ทำวัตรเช้าเริ่มตอนไหน
ในวัด แต่ละแห่งกำหนดเวลาทำวัตรเช้าเอง ส่วนที่บ้านสวดได้ทุกเวลาในช่วงเช้า เช่น หลังตื่นนอน หรือก่อนออกไปทำงาน ขอให้เป็นเวลาที่ไม่เร่งรีบและทำได้ทุกวัน
สวดคนเดียว ต้องว่า หันทะ มะยัง ด้วยไหม
ไม่จำเป็น คำนำที่ขึ้นต้นว่า หันทะ มะยัง แปลว่า "เชิญเถิด เราทั้งหลาย..." เป็นคำที่ผู้นำว่าเพื่อชวนทุกคนขึ้นบทใหม่ ถ้าสวดคนเดียวจะข้ามไป หรือว่าไว้เพื่อเตือนตัวเองว่ากำลังเริ่มบทใหม่ก็ได้
ผู้หญิงสวดทำวัตรเช้าต่างจากผู้ชายตรงไหน
ต่างกันคำเดียว ในบทที่ ๗ ผู้ชายว่า เต มะยัง ผู้หญิงว่า ตา มะยัง เพราะคำบาลีต้องตรงกับเพศของผู้พูด นอกนั้นเหมือนกันทุกคำ
แหล่งอ้างอิง
ตัวบทตามแบบทำวัตรเช้าในหนังสือสวดมนต์ฉบับธรรมยุต ซึ่งวัดมหานิกายจำนวนมากก็ใช้ ตรวจกับ "บทสวดทำวัตรเช้า แปล" ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และบททำวัตรเช้าที่เผยแพร่ในเว็บไซต์วัดพระปฐมเจดีย์ เทียบอักษรโรมันกับ "A Chanting Guide" ของพระธานิสสโร (Morning Chanting) ส่วนที่มาในพระไตรปิฎกตรวจกับพระบาลีฉบับมหาสังคายนาที่ SuttaCentral
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา