บทสวดทำวัตรเย็น (ฉบับเต็ม)
บททำวัตรเย็นฉบับเต็มครบ 10 บท ตั้งแต่คำกราบพระ ปุพพภาคนมการ พุทธานุสสติ พุทธาภิคีติ ธัมมาภิคีติ สังฆาภิคีติ จนถึงอตีตปัจจเวกขณปาฐะ พร้อมคำอ่านทุกบรรทัด คำแปล ความหมายแต่ละบท และวิธีทำวัตรเย็นที่บ้าน
บทสวดทำวัตรเย็น
บทที่ ๑ คำกราบพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวาพุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมธัมมัง นะมัสสามิ ฯ(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสังฆัง นะมามิ ฯ(กราบ)
บทที่ ๒ คำบูชาพระรัตนตรัย
(ผู้นำว่า)ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา (อุททิสสะ ปัพพะชิตา)โย โน ภะคะวา สัตถายัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะอิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง สะสัทธัมมังสะสาวะกะสังฆัง อะภิปูชะยามะ ฯ
บทที่ ๓ ปุพพภาคนมการ
(ผู้นำว่า)หันทะทานิ มะยันตัง ภะคะวันตัง วาจายะ อะภิคายิตุงปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ พุทธานุสสะตินะยัญจะ กะโรมะ เส
(สวดพร้อมกัน ๓ จบ)นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
บทที่ ๔ พุทธานุสสติ
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโตอิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธวิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทูอะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
บทที่ ๕ พุทธาภิคีติ
(ผู้นำว่า)หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส
พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโตสุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโตโพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโรวันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง ฯ
พุทโธ โย สัพพะปาณีนังสะระณัง เขมะมุตตะมังปะฐะมานุสสะติฏฐานังวันทามิ ตัง สิเรนะหัง ฯ
พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะพุทโธ เม สามิกิสสะโรพุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะวิธาตา จะ หิตัสสะ เม ฯ
พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิสะรีรัญชีวิตัญจิทังวันทันโตหัง (วันทันตีหัง) จะริสสามิพุทธัสเสวะ สุโพธิตัง ฯ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญังพุทโธ เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะวัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน ฯ
พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ)ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะสัพเพปิ อันตะรายา เมมาเหสุง ตัสสะ เตชะสา ฯ
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วาพุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยังพุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตังกาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ ฯ
บทที่ ๖ ธัมมานุสสติ
(ผู้นำว่า)หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมสันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโกโอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ
บทที่ ๗ ธัมมาภิคีติ
(ผู้นำว่า)หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส
สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโยโย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโทธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารีวันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง ฯ
ธัมโม โย สัพพะปาณีนังสะระณัง เขมะมุตตะมังทุติยานุสสะติฏฐานังวันทามิ ตัง สิเรนะหัง ฯ
ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะธัมโม เม สามิกิสสะโรธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะวิธาตา จะ หิตัสสะ เม ฯ
ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิสะรีรัญชีวิตัญจิทังวันทันโตหัง (วันทันตีหัง) จะริสสามิธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง ฯ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญังธัมโม เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะวัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน ฯ
ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ)ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะสัพเพปิ อันตะรายา เมมาเหสุง ตัสสะ เตชะสา ฯ
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วาธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยังธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตังกาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม ฯ
บทที่ ๘ สังฆานุสสติ
(ผู้นำว่า)หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลาเอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโยอะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ
บทที่ ๙ สังฆาภิคีติ
(ผู้นำว่า)หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส
สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโตโยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐสีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโตวันทามะหัง ตะมะริยานะ คะณัง สุสุทธัง ฯ
สังโฆ โย สัพพะปาณีนังสะระณัง เขมะมุตตะมังตะติยานุสสะติฏฐานังวันทามิ ตัง สิเรนะหัง ฯ
สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะสังโฆ เม สามิกิสสะโรสังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะวิธาตา จะ หิตัสสะ เม ฯ
สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิสะรีรัญชีวิตัญจิทังวันทันโตหัง (วันทันตีหัง) จะริสสามิสังฆัสโสปะฏิปันนะตัง ฯ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญังสังโฆ เม สะระณัง วะรังเอเตนะ สัจจะวัชเชนะวัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน ฯ
สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ)ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะสัพเพปิ อันตะรายา เมมาเหสุง ตัสสะ เตชะสา ฯ
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วาสังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยังสังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตังกาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ฯ
บทที่ ๑๐ อตีตปัจจเวกขณปาฐะ
(ผู้นำว่า)หันทะ มะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตังตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะอุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโตโส เนวะ ทะวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะวิหิงสุปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะอิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามินะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตังตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะอุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวาโย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโตโส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะอัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
คำอ่าน
อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้
บทที่ ๑ คำกราบพระรัตนตรัย
อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โท พะ-คะ-วาพุด-ทัง พะ-คะ-วัน-ตัง อะ-พิ-วา-เท-มิ(กราบ)
สะ-หวาก-ขา-โต พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-โมทำ-มัง นะ-มัด-สา-มิ(กราบ)
สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคสัง-คัง นะ-มา-มิ(กราบ)
บทที่ ๒ คำบูชาพระรัตนตรัย
(ผู้นำว่า)ยะ-มำ-หะ โข มะ-ยัง พะ-คะ-วัน-ตัง สะ-ระ-นัง คะ-ตา (อุด-ทิด-สะ ปับ-พะ-ชิ-ตา)โย โน พะ-คะ-วา สัด-ถายัด-สะ จะ มะ-ยัง พะ-คะ-วะ-โต ทำ-มัง โร-เจ-มะอิ-เม-หิ สัก-กา-เร-หิ ตัง พะ-คะ-วัน-ตัง สะ-สัด-ทำ-มังสะ-สา-วะ-กะ-สัง-คัง อะ-พิ-ปู-ชะ-ยา-มะ
บทที่ ๓ ปุพพภาคนมการ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ-ทา-นิ มะ-ยัน-ตัง พะ-คะ-วัน-ตัง วา-จา-ยะ อะ-พิ-คา-ยิ-ตุงปุบ-พะ-พา-คะ-นะ-มะ-กา-รัน-เจ-วะ พุด-ทา-นุด-สะ-ติ-นะ-ยัน-จะ กะ-โร-มะ เส
(สวดพร้อมกัน ๓ จบ)นะ-โม ตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต อะ-ระ-หะ-โต สำ-มา-สำ-พุด-ทัด-สะนะ-โม ตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต อะ-ระ-หะ-โต สำ-มา-สำ-พุด-ทัด-สะนะ-โม ตัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต อะ-ระ-หะ-โต สำ-มา-สำ-พุด-ทัด-สะ
บทที่ ๔ พุทธานุสสติ
ตัง โข ปะ-นะ พะ-คะ-วัน-ตัง เอ-วัง กัน-ละ-ยา-โน กิด-ติ-สัด-โท อับ-พุก-คะ-โตอิ-ติ-ปิ โส พะ-คะ-วา อะ-ระ-หัง สำ-มา-สำ-พุด-โทวิด-ชา-จะ-ระ-นะ-สำ-ปัน-โน สุ-คะ-โต โล-กะ-วิ-ทูอะ-นุด-ตะ-โร ปุ-ริ-สะ-ทำ-มะ-สา-ระ-ถิสัด-ถา เท-วะ-มะ-นุด-สา-นัง พุด-โท พะ-คะ-วา-ติ
บทที่ ๕ พุทธาภิคีติ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ มะ-ยัง พุด-ทา-พิ-คี-ติง กะ-โร-มะ เส
พุด-ทะ-วา-ระ-หัน-ตะ-วะ-ระ-ตา-ทิ-คุ-นา-พิ-ยุด-โตสุด-ทา-พิ-ยา-นะ-กะ-รุ-นา-หิ สะ-มา-คะ-ตัด-โตโพ-เท-สิ โย สุ-ชะ-นะ-ตัง กะ-มะ-ลัง-วะ สู-โรวัน-ทา-มะ-หัง ตะ-มะ-ระ-นัง สิ-ระ-สา ชิ-เนน-ทัง
พุด-โท โย สับ-พะ-ปา-นี-นังสะ-ระ-นัง เข-มะ-มุด-ตะ-มังปะ-ถะ-มา-นุด-สะ-ติด-ถา-นังวัน-ทา-มิ ตัง สิ-เร-นะ-หัง
พุด-ทัด-สา-หัด-สะ-หมิ ทา-โส (ทา-สี) วะพุด-โท เม สา-มิ-กิด-สะ-โรพุด-โท ทุก-ขัด-สะ คา-ตา จะวิ-ทา-ตา จะ หิ-ตัด-สะ เม
พุด-ทัด-สา-หัง นิย-ยา-เท-มิสะ-รี-รัน-ชี-วิ-ตัน-จิ-ทังวัน-ทัน-โต-หัง (วัน-ทัน-ตี-หัง) จะ-ริด-สา-มิพุด-ทัด-เส-วะ สุ-โพ-ทิ-ตัง
นัด-ถิ เม สะ-ระ-นัง อัน-ยังพุด-โท เม สะ-ระ-นัง วะ-รังเอ-เต-นะ สัด-จะ-วัด-เช-นะวัด-ไท-ยัง สัด-ถุ-สา-สะ-เน
พุด-ทัง เม วัน-ทะ-มา-เน-นะ (วัน-ทะ-มา-นา-ยะ)ยัง ปุน-ยัง ปะ-สุ-ตัง อิ-ทะสับ-เพ-ปิ อัน-ตะ-รา-ยา เมมา-เห-สุง ตัด-สะ เต-ชะ-สา
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)กา-เย-นะ วา-จา-ยะ วะ เจ-ตะ-สา วาพุด-เท กุ-กำ-มัง ปะ-กะ-ตัง มะ-ยา ยังพุด-โท ปะ-ติก-คัน-หะ-ตุ อัด-จะ-ยัน-ตังกา-ลัน-ตะ-เร สัง-วะ-ริ-ตุง วะ พุด-เท
บทที่ ๖ ธัมมานุสสติ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ มะ-ยัง ทำ-มา-นุด-สะ-ติ-นะ-ยัง กะ-โร-มะ เส
สะ-หวาก-ขา-โต พะ-คะ-วะ-ตา ทำ-โมสัน-ทิด-ถิ-โก อะ-กา-ลิ-โก เอ-หิ-ปัด-สิ-โกโอ-ปะ-นะ-ยิ-โก ปัด-จัด-ตัง เว-ทิ-ตับ-โพ วิน-ยู-ฮี-ติ
บทที่ ๗ ธัมมาภิคีติ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ มะ-ยัง ทำ-มา-พิ-คี-ติง กะ-โร-มะ เส
สะ-หวาก-ขา-ตะ-ตา-ทิ-คุ-นะ-โย-คะ-วะ-เส-นะ ไส-โยโย มัก-คะ-ปา-กะ-ปะ-ริ-ยัด-ติ-วิ-โมก-ขะ-เพ-โททำ-โม กุ-โล-กะ-ปะ-ตะ-นา ตะ-ทะ-ทา-ริ-ทา-รีวัน-ทา-มะ-หัง ตะ-มะ-หะ-รัง วะ-ระ-ทำ-มะ-เม-ตัง
ทำ-โม โย สับ-พะ-ปา-นี-นังสะ-ระ-นัง เข-มะ-มุด-ตะ-มังทุ-ติ-ยา-นุด-สะ-ติด-ถา-นังวัน-ทา-มิ ตัง สิ-เร-นะ-หัง
ทำ-มัด-สา-หัด-สะ-หมิ ทา-โส (ทา-สี) วะทำ-โม เม สา-มิ-กิด-สะ-โรทำ-โม ทุก-ขัด-สะ คา-ตา จะวิ-ทา-ตา จะ หิ-ตัด-สะ เม
ทำ-มัด-สา-หัง นิย-ยา-เท-มิสะ-รี-รัน-ชี-วิ-ตัน-จิ-ทังวัน-ทัน-โต-หัง (วัน-ทัน-ตี-หัง) จะ-ริด-สา-มิทำ-มัด-เส-วะ สุ-ทำ-มะ-ตัง
นัด-ถิ เม สะ-ระ-นัง อัน-ยังทำ-โม เม สะ-ระ-นัง วะ-รังเอ-เต-นะ สัด-จะ-วัด-เช-นะวัด-ไท-ยัง สัด-ถุ-สา-สะ-เน
ทำ-มัง เม วัน-ทะ-มา-เน-นะ (วัน-ทะ-มา-นา-ยะ)ยัง ปุน-ยัง ปะ-สุ-ตัง อิ-ทะสับ-เพ-ปิ อัน-ตะ-รา-ยา เมมา-เห-สุง ตัด-สะ เต-ชะ-สา
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)กา-เย-นะ วา-จา-ยะ วะ เจ-ตะ-สา วาทำ-เม กุ-กำ-มัง ปะ-กะ-ตัง มะ-ยา ยังทำ-โม ปะ-ติก-คัน-หะ-ตุ อัด-จะ-ยัน-ตังกา-ลัน-ตะ-เร สัง-วะ-ริ-ตุง วะ ทำ-เม
บทที่ ๘ สังฆานุสสติ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ มะ-ยัง สัง-คา-นุด-สะ-ติ-นะ-ยัง กะ-โร-มะ เส
สุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคอุ-ชุ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคยา-ยะ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคสา-มี-จิ-ปะ-ติ-ปัน-โน พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคยะ-ทิ-ทัง จัด-ตา-ริ ปุ-ริ-สะ-ยุ-คา-นิ อัด-ถะ ปุ-ริ-สะ-ปุก-คะ-ลาเอ-สะ พะ-คะ-วะ-โต สา-วะ-กะ-สัง-โคอา-หุ-ไน-โย ปา-หุ-ไน-โย ทัก-ขิ-ไน-โย อัน-ชะ-ลี-กะ-ระ-นี-โยอะ-นุด-ตะ-รัง ปุน-ยัก-เขด-ตัง โล-กัด-สา-ติ
บทที่ ๙ สังฆาภิคีติ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ มะ-ยัง สัง-คา-พิ-คี-ติง กะ-โร-มะ เส
สัด-ทำ-มะ-โช สุ-ปะ-ติ-ปัด-ติ-คุ-นา-ทิ-ยุด-โตโยด-ถับ-พิ-โท อะ-ริ-ยะ-ปุก-คะ-ละ-สัง-คะ-เสด-โถสี-ลา-ทิ-ทำ-มะ-ปะ-วะ-รา-สะ-ยะ-กา-ยะ-จิด-โตวัน-ทา-มะ-หัง ตะ-มะ-ริ-ยา-นะ คะ-นัง สุ-สุด-ทัง
สัง-โค โย สับ-พะ-ปา-นี-นังสะ-ระ-นัง เข-มะ-มุด-ตะ-มังตะ-ติ-ยา-นุด-สะ-ติด-ถา-นังวัน-ทา-มิ ตัง สิ-เร-นะ-หัง
สัง-คัด-สา-หัด-สะ-หมิ ทา-โส (ทา-สี) วะสัง-โค เม สา-มิ-กิด-สะ-โรสัง-โค ทุก-ขัด-สะ คา-ตา จะวิ-ทา-ตา จะ หิ-ตัด-สะ เม
สัง-คัด-สา-หัง นิย-ยา-เท-มิสะ-รี-รัน-ชี-วิ-ตัน-จิ-ทังวัน-ทัน-โต-หัง (วัน-ทัน-ตี-หัง) จะ-ริด-สา-มิสัง-คัด-โส-ปะ-ติ-ปัน-นะ-ตัง
นัด-ถิ เม สะ-ระ-นัง อัน-ยังสัง-โค เม สะ-ระ-นัง วะ-รังเอ-เต-นะ สัด-จะ-วัด-เช-นะวัด-ไท-ยัง สัด-ถุ-สา-สะ-เน
สัง-คัง เม วัน-ทะ-มา-เน-นะ (วัน-ทะ-มา-นา-ยะ)ยัง ปุน-ยัง ปะ-สุ-ตัง อิ-ทะสับ-เพ-ปิ อัน-ตะ-รา-ยา เมมา-เห-สุง ตัด-สะ เต-ชะ-สา
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)กา-เย-นะ วา-จา-ยะ วะ เจ-ตะ-สา วาสัง-เค กุ-กำ-มัง ปะ-กะ-ตัง มะ-ยา ยังสัง-โค ปะ-ติก-คัน-หะ-ตุ อัด-จะ-ยัน-ตังกา-ลัน-ตะ-เร สัง-วะ-ริ-ตุง วะ สัง-เค
บทที่ ๑๐ อตีตปัจจเวกขณปาฐะ
(ผู้นำว่า)หัน-ทะ มะ-ยัง อะ-ตี-ตะ-ปัด-จะ-เวก-ขะ-นะ-ปา-ถัง พะ-นา-มะ เส
อัด-ชะ มะ-ยา อะ-ปัด-จะ-เวก-ขิด-ตะ-วา ยัง จี-วะ-รัง ปะ-ริ-พุด-ตังตัง ยา-วะ-เท-วะ สี-ตัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะอุน-หัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะทัง-สะ-มะ-กะ-สะ-วา-ตา-ตะ-ปะ-สิ-ริง-สะ-ปะ-สำ-ผัด-สา-นัง ปะ-ติ-คา-ตา-ยะยา-วะ-เท-วะ หิ-ริ-โก-ปิ-นะ-ปะ-ติด-ฉา-ทะ-นัด-ถัง
อัด-ชะ มะ-ยา อะ-ปัด-จะ-เวก-ขิด-ตะ-วา โย ปิน-ทะ-ปา-โต ปะ-ริ-พุด-โตโส เน-วะ ทะ-วา-ยะ นะ มะ-ทา-ยะ นะ มัน-ทะ-นา-ยะ นะ วิ-พู-สะ-นา-ยะยา-วะ-เท-วะ อิ-มัด-สะ กา-ยัด-สะ ถิ-ติ-ยา ยา-ปะ-นา-ยะวิ-หิง-สุ-ปะ-ระ-ติ-ยา พรัม-มะ-จะ-ริ-ยา-นุก-คะ-หา-ยะอิ-ติ ปุ-รา-นัน-จะ เว-ทะ-นัง ปะ-ติ-หัง-ขา-มินะ-วัน-จะ เว-ทะ-นัง นะ อุบ-ปา-เทด-สา-มิยาด-ตรา จะ เม พะ-วิด-สะ-ติ อะ-นะ-วัด-ชะ-ตา จะ ผา-สุ-วิ-หา-โร จา-ติ
อัด-ชะ มะ-ยา อะ-ปัด-จะ-เวก-ขิด-ตะ-วา ยัง เส-นา-สะ-นัง ปะ-ริ-พุด-ตังตัง ยา-วะ-เท-วะ สี-ตัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะอุน-หัด-สะ ปะ-ติ-คา-ตา-ยะทัง-สะ-มะ-กะ-สะ-วา-ตา-ตะ-ปะ-สิ-ริง-สะ-ปะ-สำ-ผัด-สา-นัง ปะ-ติ-คา-ตา-ยะยา-วะ-เท-วะ อุ-ตุ-ปะ-ริด-สะ-ยะ-วิ-โน-ทะ-นัง ปะ-ติ-สัน-ลา-นา-รา-มัด-ถัง
อัด-ชะ มะ-ยา อะ-ปัด-จะ-เวก-ขิด-ตะ-วาโย คิ-ลา-นะ-ปัด-จะ-ยะ-เพ-สัด-ชะ-ปะ-ริก-ขา-โร ปะ-ริ-พุด-โตโส ยา-วะ-เท-วะ อุบ-ปัน-นา-นัง ไว-ยา-พา-ทิ-กา-นัง เว-ทะ-นา-นัง ปะ-ติ-คา-ตา-ยะอับ-พะ-ยา-ปัด-ชะ-ปะ-ระ-มะ-ตา-ยา-ติ
คำแปล
บทที่ ๑ คำกราบพระรัตนตรัย
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองข้าพเจ้าขอกราบพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค(กราบ)
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม(กราบ)
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้วข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์(กราบ)
บทที่ ๒ คำบูชาพระรัตนตรัย
(ผู้นำว่า)เราทั้งหลายถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเป็นที่พึ่ง (บวชอุทิศเฉพาะพระองค์)พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเป็นพระศาสดาของเราและเราทั้งหลายชอบใจในพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเราทั้งหลายขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นพร้อมทั้งพระสัทธรรมและพระสงฆ์สาวก ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้
บทที่ ๓ ปุพพภาคนมการ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด บัดนี้เราทั้งหลายมาสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาทั้งทำความนอบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้น และสวดแนวทางระลึกถึงพระพุทธเจ้ากันเถิด
(สวดพร้อมกัน ๓ จบ)ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง
บทที่ ๔ พุทธานุสสติ
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้ฟุ้งขจรไปแล้วอย่างนี้ว่าเพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่าเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้มีพระภาค
บทที่ ๕ พุทธาภิคีติ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดบทสรรเสริญพระพุทธเจ้ากันเถิด
พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยพระคุณ มีความเป็นพระอรหันต์อันประเสริฐเป็นต้นทรงมีพระญาณอันบริสุทธิ์ยิ่งและพระกรุณาอยู่พร้อมในพระองค์พระองค์ใดทรงปลุกคนดีให้ตื่นและเบิกบาน ดุจดวงอาทิตย์ทำให้ดอกบัวบานข้าพเจ้าขอไหว้พระชินเจ้าผู้ไม่มีกิเลสพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นที่พึ่งอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งปวงข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกประการที่หนึ่ง ด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายผู้เป็นใหญ่ของข้าพเจ้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้กำจัดทุกข์ และเป็นผู้ให้ประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอมอบกายและชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้าข้าพเจ้าจะไหว้และดำเนินตามความตรัสรู้อันดีของพระพุทธเจ้า
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ขวนขวายแล้วในที่นี้ ด้วยการไหว้พระพุทธเจ้าด้วยเดชแห่งบุญนั้น ขออันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดีกรรมที่ไม่ดีอันใดที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้าขอพระพุทธเจ้าจงงดโทษที่ล่วงเกินนั้นเพื่อข้าพเจ้าจะสำรวมระวังในพระพุทธเจ้าต่อไป
บทที่ ๖ ธัมมานุสสติ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดแนวทางระลึกถึงพระธรรมกันเถิด
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดกาลเวลา ควรเรียกให้มาดูควรน้อมเข้ามาไว้ในตน วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน
บทที่ ๗ ธัมมาภิคีติ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดบทสรรเสริญพระธรรมกันเถิด
พระธรรมนั้นประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ มีความเป็นธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้นจำแนกเป็นมรรค ผล ปริยัติ และวิโมกข์พระธรรมย่อมประคองผู้ทรงธรรมไว้ ไม่ให้ตกไปในโลกที่ชั่วข้าพเจ้าขอไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น ซึ่งขจัดความมืดเสียได้
พระธรรมใด เป็นที่พึ่งอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งปวงข้าพเจ้าขอไหว้พระธรรมนั้น ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกประการที่สอง ด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็นนายผู้เป็นใหญ่ของข้าพเจ้าพระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และให้ประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอมอบกายและชีวิตนี้แด่พระธรรมข้าพเจ้าจะไหว้และดำเนินตามความเป็นธรรมอันดีของพระธรรม
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ขวนขวายแล้วในที่นี้ ด้วยการไหว้พระธรรมด้วยเดชแห่งบุญนั้น ขออันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดีกรรมที่ไม่ดีอันใดที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในพระธรรมขอพระธรรมจงงดโทษที่ล่วงเกินนั้นเพื่อข้าพเจ้าจะสำรวมระวังในพระธรรมต่อไป
บทที่ ๘ สังฆานุสสติ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดแนวทางระลึกถึงพระสงฆ์กันเถิด
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นผู้ปฏิบัติตรงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรได้แก่ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุคคลนั่นแหละคือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาบูชา ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกราบไหว้เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
บทที่ ๙ สังฆาภิคีติ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดบทสรรเสริญพระสงฆ์กันเถิด
พระสงฆ์ผู้เกิดโดยพระสัทธรรม ประกอบด้วยคุณมีการปฏิบัติดีเป็นต้นเป็นหมู่อันประเสริฐแห่งพระอริยบุคคลแปดจำพวกมีกายและจิตอาศัยธรรมอันประเสริฐ มีศีลเป็นต้นข้าพเจ้าขอไหว้หมู่พระอริยเจ้าผู้บริสุทธิ์ดีแล้วนั้น
พระสงฆ์หมู่ใด เป็นที่พึ่งอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งปวงข้าพเจ้าขอไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกประการที่สาม ด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็นนายผู้เป็นใหญ่ของข้าพเจ้าพระสงฆ์เป็นผู้กำจัดทุกข์ และเป็นผู้ให้ประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอมอบกายและชีวิตนี้แด่พระสงฆ์ข้าพเจ้าจะไหว้และดำเนินตามความปฏิบัติดีของพระสงฆ์
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ขวนขวายแล้วในที่นี้ ด้วยการไหว้พระสงฆ์ด้วยเดชแห่งบุญนั้น ขออันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า
(หมอบกราบลง แล้วว่าคำขอขมา)ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดีกรรมที่ไม่ดีอันใดที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในพระสงฆ์ขอพระสงฆ์จงงดโทษที่ล่วงเกินนั้นเพื่อข้าพเจ้าจะสำรวมระวังในพระสงฆ์ต่อไป
บทที่ ๑๐ อตีตปัจจเวกขณปาฐะ
(ผู้นำว่า)เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดบทพิจารณาปัจจัยสี่ที่ใช้ไปแล้วกันเถิด
จีวรใดที่เรานุ่งห่มแล้วในวันนี้ โดยไม่ทันได้พิจารณาจีวรนั้นเรานุ่งห่มเพียงเพื่อบำบัดความหนาวเพื่อบำบัดความร้อนเพื่อบำบัดสัมผัสจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานและเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่ทำให้ละอาย
บิณฑบาตใดที่เราฉันแล้วในวันนี้ โดยไม่ทันได้พิจารณาบิณฑบาตนั้นเราฉันไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่งแต่เพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่และเป็นไปได้เพื่อระงับความลำบากกาย และเพื่ออนุเคราะห์การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยคิดว่า เราจะระงับเวทนาเก่าคือความหิวและจะไม่ทำเวทนาใหม่คือความอิ่มเกินให้เกิดขึ้นความเป็นไปแห่งชีวิต ความไม่มีโทษ และความอยู่สบาย จักมีแก่เรา
เสนาสนะใดที่เราใช้สอยแล้วในวันนี้ โดยไม่ทันได้พิจารณาเสนาสนะนั้นเราใช้สอยเพียงเพื่อบำบัดความหนาวเพื่อบำบัดความร้อนเพื่อบำบัดสัมผัสจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานและเพียงเพื่อบรรเทาอันตรายจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความยินดีในการหลีกเร้นอยู่
ยาและเครื่องใช้สำหรับผู้ป่วยใดที่เราใช้แล้วในวันนี้ โดยไม่ทันได้พิจารณาสิ่งนั้นเราใช้เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาจากความเจ็บไข้ที่เกิดขึ้นแล้วและเพื่อความไม่มีโรคเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง
ความหมายของทำวัตรเย็น
ทำวัตรเย็นคืออะไร
ทำวัตร แปลว่า ทำกิจที่พึงทำเป็นประจำ (วัตร คือข้อปฏิบัติหรือกิจวัตร) หมายถึงการสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยที่พระภิกษุสามเณรทำร่วมกันในวัดวันละสองเวลา คือทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็น ทำวัตรเย็นเป็นการสวดมนต์ปิดท้ายวัน ไล่ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทีละรัตนะ ขอขมาในสิ่งที่อาจล่วงเกิน แล้วจบด้วยการทบทวนว่าวันนี้ใช้ปัจจัยสี่ไปอย่างมีสติหรือไม่ ฆราวาสนำบทเดียวกันนี้มาสวดที่บ้านได้ หรือไปร่วมสวดกับพระที่วัด
ทำวัตรเย็นมีกี่บท แต่ละบททำหน้าที่อะไร
- คำกราบพระรัตนตรัย (อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา) — กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทีละครั้ง ดูเพิ่มที่บทบูชาพระรัตนตรัย
- คำบูชาพระรัตนตรัย (ยะมัมหะ โข มะยัง) — ประกาศว่าเราถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งและเป็นศาสดา ชอบใจในพระธรรม แล้วบูชาพระรัตนตรัยด้วยเครื่องสักการะ
- ปุพพภาคนมการ — ผู้นำชวนให้เริ่มสรรเสริญ แล้วทุกคนว่านะโม ตัสสะ 3 จบ
- พุทธานุสสติ — ระลึกถึงพระพุทธคุณ 9 ประการ ถ้อยคำเดียวกับบทอิติปิโส
- พุทธาภิคีติ — คาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้า ประกาศว่าพระองค์เป็นที่พึ่ง มอบกายถวายชีวิต แล้วขอขมา
- ธัมมานุสสติ — ระลึกถึงพระธรรมคุณ 6 ประการ
- ธัมมาภิคีติ — คาถาสรรเสริญพระธรรม โครงเดียวกับบทที่ 5
- สังฆานุสสติ — ระลึกถึงพระสังฆคุณ 9 ประการ
- สังฆาภิคีติ — คาถาสรรเสริญพระสงฆ์ โครงเดียวกับบทที่ 5
- อตีตปัจจเวกขณปาฐะ — ทบทวนการใช้จีวร อาหาร ที่อยู่ และยา ที่ใช้ไปแล้วในวันนั้น
ระลึก สรรเสริญ แล้วขอขมา
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ละรัตนะสวดเป็นชุดเดียวกันสามจังหวะ
- อนุสสติ (การระลึก) — ใช้ถ้อยคำจากพระสูตรที่บอกว่าแต่ละรัตนะมีคุณอย่างไร
- อภิคีติ (การขับสรรเสริญ) — คาถาประกาศความเลื่อมใสเป็นการส่วนตัว เช่น นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
- ขอขมา — หมอบกราบแล้วว่า กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ขอให้งดโทษที่อาจล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ และตั้งใจสำรวมต่อไป
ลำดับนี้ทำให้ทำวัตรเย็นเป็นมากกว่าการท่อง คือได้ทบทวนตัวเองก่อนจบวัน รู้คุณ ประกาศที่พึ่ง แล้วยอมรับข้อบกพร่องของตน ท่อน พุทธัสสาหัสมิ ทาโส วะ (ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า) และท่อนเดียวกันของพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสำนวนแสดงการมอบตนให้พระรัตนตรัยเป็นหลักนำชีวิต
ทำไมตอนเย็นต้องพิจารณาจีวรและบิณฑบาต
บทสุดท้ายขึ้นต้นว่า อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา แปลว่า "สิ่งใดที่เราใช้ไปในวันนี้โดยไม่ทันได้พิจารณา" แล้วทบทวนปัจจัยสี่ทีละอย่าง คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยารักษาโรค ว่าใช้เพียงเพื่อความจำเป็นของร่างกาย ไม่ใช่เพื่อความสนุก ความมัวเมา หรือความสวยงาม ทำวัตรเช้ามีบทคู่กันชื่อ ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ ให้พิจารณาขณะกำลังใช้ ส่วนตอนเย็นเป็นการพิจารณาย้อนหลัง จึงชื่อว่า อตีตปัจจเวกขณะ คือการพิจารณาสิ่งที่ล่วงไปแล้ว บทนี้เขียนในรูปคำของนักบวช ฆราวาสสวดได้โดยนึกถึงเสื้อผ้า อาหาร บ้าน และยาที่ใช้ในวันนั้นแทน
ที่มาในพระไตรปิฎก
- บทอนุสสติทั้งสาม (อิติปิ โส... สวากขาโต... สุปะฏิปันโน...) ตรงกับบทสรรเสริญพระรัตนตรัยในธชัคคสูตร สังยุตตนิกาย ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุระลึกถึงเมื่อเกิดความกลัว
- ประโยคเปิดพุทธานุสสติ ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต เป็นสำนวนในพระสูตร เช่น กาลามสูตร (เกสปุตตสูตร) อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ที่ชาวกาลามะได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จมาถึงนิคมของตน ในพระสูตรใช้คำว่า ภวนฺตํ โคตมํ (ท่านพระโคดม) ส่วนบทสวดเปลี่ยนเป็น ภะคะวันตัง (พระผู้มีพระภาคเจ้า)
- อตีตปัจจเวกขณปาฐะ ถอดความจากสัพพาสวสูตร มัชฌิมนิกาย ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ภิกษุใช้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยา อย่างพิจารณาโดยแยบคาย เพื่อละอาสวะที่เกิดจากการใช้สอย บทสวดเปลี่ยนเป็นคำของผู้สวดเองและเติมคำว่า "วันนี้"
- คำบูชา คาถาอภิคีติ และคำขอขมา เป็นบทที่แต่งขึ้นภายหลังสำหรับใช้ในการทำวัตร ไม่ได้ยกมาจากพระไตรปิฎก หนังสือสวดมนต์ที่ใช้ตรวจหน้านี้ไม่ได้ระบุนามผู้แต่ง
ทำวัตรเย็นแต่ละวัดต่างกันตรงไหน
หน้านี้ใช้ตัวบทตามหนังสือสวดมนต์ของคณะสงฆ์ธรรมยุต ซึ่งวัดไทยจำนวนมากใช้แบบเดียวกัน แต่หนังสือของแต่ละวัดอาจต่างกันได้ จุดที่พบบ่อยคือ
- คำบูชาตอนต้น หลายฉบับขึ้นต้นด้วยคำบูชาแบบยาว โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ (มีคำอ่านและคำแปลที่หน้าบทบูชาพระรัตนตรัย) แล้วจึงกราบ บางฉบับไม่มีคำบูชาเลย เริ่มจากคำกราบแล้วเข้าปุพพภาคนมการทันที
- คำนำก่อนนะโม ฉบับที่ขึ้นต้นด้วย โย โส ภะคะวา มักใช้คำนำสั้นสองบรรทัดแยกกัน คือก่อนนะโมหนึ่งบรรทัด และก่อนพุทธานุสสติอีกหนึ่งบรรทัด แทนคำนำยาว หันทะทานิ มะยันตัง... ในบทที่ 3 (ดูในหัวข้อฉบับอื่นด้านล่าง)
- บทปิดท้าย บททำวัตรเย็นในหนังสือ Thai Chanting ของพระอานันทโชติ ภิกขุ จบที่สังฆาภิคีติ ไม่มีอตีตปัจจเวกขณปาฐะ ส่วนบางฉบับต่อท้ายด้วยบทกรวดน้ำอิมินา
- ฉบับย่อ หนังสือสวดมนต์บางเล่มที่ทำขึ้นสำหรับเยาวชน สวดเฉพาะบทอนุสสติกับคำขอขมา โดยข้ามคาถาอภิคีติ
- คำในวงเล็บ ทาสี วันทันตีหัง และ วันทะมานายะ เป็นรูปที่ผู้หญิงใช้แทนคำหน้าวงเล็บ ส่วน อุททิสสะ ปัพพะชิตา แปลว่า "บวชอุทิศ" เป็นคำของผู้ที่บวชแล้ว ฆราวาสจึงไม่ต้องว่า
ถ้าสวดร่วมกับวัด ให้สวดตามหนังสือของวัดนั้น ความหมายของทุกฉบับเหมือนกัน
สวดทำวัตรเย็นแล้วได้อะไร
ทำวัตรเย็นไม่มีคำขอโชคลาภ เนื้อหาทั้งหมดคือการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย การขอขมา และการทบทวนการใช้ชีวิตในวันนั้น ผลที่ผู้สวดเป็นประจำรู้สึกได้ชัดคือ ได้วางเรื่องของทั้งวันลงก่อนพักผ่อน และได้เห็นข้อบกพร่องของตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาชี้ ส่วนผลที่พระสูตรกล่าวไว้เอง คือในธชัคคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ทำให้ความกลัวที่เกิดขึ้นหายไป
ทำวัตรเย็นแบบที่ใช้คำนำแยกบท
คำนำสองบรรทัด สำหรับหนังสือที่ขึ้นต้นด้วย โย โส ภะคะวา
หนังสือสวดมนต์หลายเล่มขึ้นต้นทำวัตรเย็นด้วยคำบูชาแบบยาว โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ (อ่านพร้อมคำอ่านได้ที่หน้าบทบูชาพระรัตนตรัย) แล้วกราบพระรัตนตรัย โดยไม่มีคำบูชา ยะมัมหะ ในบทที่ 2 จากนั้นใช้คำนำสองบรรทัดนี้แทนคำนำยาวในบทที่ 3 บรรทัดแรกว่าก่อนนะโม 3 จบ บรรทัดที่สองว่าก่อน ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง ตั้งแต่บทพุทธานุสสติไปจนจบสวดเหมือนกัน
(ผู้นำว่าก่อนนะโม ๓ จบ)หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส
(ผู้นำว่าก่อนพุทธานุสสติ)หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส
คำอ่าน
หัน-ทะ มะ-ยัง พุด-ทัด-สะ พะ-คะ-วะ-โต ปุบ-พะ-พา-คะ-นะ-มะ-กา-รัง กะ-โร-มะ เส
หัน-ทะ มะ-ยัง พุด-ทา-นุด-สะ-ติ-นะ-ยัง กะ-โร-มะ เส
คำแปล
เชิญเถิด เราทั้งหลายมาทำความนอบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้ากันเถิด
เชิญเถิด เราทั้งหลายมาสวดแนวทางระลึกถึงพระพุทธเจ้ากันเถิด
วิธีทำวัตรเย็นที่บ้าน
-
เตรียมที่สวด
นั่งหน้าหิ้งพระหรือในที่สงบ จะจุดธูปเทียนบูชาก็ได้ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขของการสวด นั่งพับเพียบหรือคุกเข่า ประนมมือ ถ้าสวดในห้องที่แสงน้อย กดปุ่ม "เริ่มโหมดสวด" แล้วเลือกพื้นหลังสีเข้ม
-
กราบพระรัตนตรัย 3 ครั้ง
ว่าคำกราบในบทที่ 1 แล้วกราบทีละวรรค รวม 3 ครั้ง ผู้ที่กราบไม่สะดวกให้ประนมมือก้มศีรษะแทน
-
ว่าคำบูชาและคำนำ แล้วตั้งนะโม 3 จบ
บรรทัดที่มีป้าย (ผู้นำว่า) เป็นคำของผู้นำสวด ถ้าสวดคนเดียวให้ว่าเองทั้งหมด ฆราวาสข้ามคำในวงเล็บ อุททิสสะ ปัพพะชิตา ได้ แล้วว่านะโม ตัสสะ 3 จบ ถ้าสวดหลายคน ผู้นำมักขึ้นต้นคำแรกของบทคนเดียว เช่น ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง แล้วทุกคนสวดต่อพร้อมกัน
-
สวดพุทธ ธรรม สงฆ์ ทีละรัตนะ
แต่ละรัตนะสวดบทอนุสสติก่อน แล้วต่อด้วยบทอภิคีติ เมื่อถึง กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ให้หมอบกราบลงแล้วว่าคำขอขมาจนจบ ผู้หญิงใช้คำในวงเล็บ คือ ทาสี วันทันตีหัง และวันทะมานายะ
-
พิจารณาปัจจัยสี่ที่ใช้ไปในวันนี้
บทที่ 10 ทบทวนว่าวันนี้ใช้เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่ และยา อย่างมีสติหรือไม่ ฆราวาสจะสวดด้วยหรือข้ามก็ได้ ถ้าสวด ให้นึกถึงสิ่งที่ตนใช้จริงในวันนั้น
-
ปิดท้ายด้วยแผ่เมตตาและกรวดน้ำ
สวดแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ แล้วกรวดน้ำด้วยบทอิมินา หรือบทกรวดน้ำแบบสั้น จะนั่งสมาธิต่ออีกสักครู่ก่อนลุกก็ได้
ควรสวดตอนไหน
สวดในช่วงเย็นหรือหัวค่ำ หลังเสร็จธุระประจำวัน ในวัดพระภิกษุสามเณรทำวัตรเย็นร่วมกันเป็นประจำ เวลาแน่นอนแล้วแต่ระเบียบของแต่ละวัด ที่บ้านจะสวดหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอนก็ได้ สวดเวลาเดิมทุกวันจะช่วยให้เป็นนิสัยได้เร็วขึ้น
ถ้ามีเวลาน้อย สวดบทที่ 1 ถึง 4 แล้วต่อด้วยบทที่ 6 และ 8 ซึ่งเป็นบทอนุสสติอีกสองบท ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แล้วค่อยเพิ่มบทอภิคีติเมื่อคุ้นขึ้น สวดจบแล้วนิยมต่อด้วยแผ่เมตตา และกรวดน้ำด้วยบทอิมินา
ความถี่ที่แนะนำ
สวดวันละ 1 ครั้งในช่วงเย็น ถ้าสวดทำวัตรเช้าด้วยก็สวดคู่กันเป็นกิจวัตรเช้าเย็น
คำถามที่พบบ่อย
ทำวัตรเย็น คืออะไร
ทำวัตรเย็นคือการสวดมนต์ประจำช่วงเย็น เพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอขมา และทบทวนการใช้ปัจจัยสี่ในวันนั้น คำว่า วัตร หมายถึงกิจที่พึงทำเป็นประจำ ในวัดพระภิกษุสามเณรทำวัตรเช้าและเย็นทุกวัน ฆราวาสก็นำบทเดียวกันมาสวดที่บ้านได้
ทำวัตรเย็นใช้เวลากี่นาที
สวดครบทั้ง 10 บทใช้เวลาราว 12–20 นาที แล้วแต่จังหวะ สวดคนเดียวที่บ้านมักใช้ราว 12–15 นาที ส่วนการสวดพร้อมกันในวัดซึ่งช้ากว่าและมีหยุดกราบจะนานกว่านั้น ถ้ามีเวลาน้อย สวดเฉพาะคำกราบ นะโม และบทอนุสสติทั้งสาม ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
ทำวัตรเย็นกับทำวัตรเช้าต่างกันอย่างไร
ทั้งสองเวลาเปิดด้วยการกราบพระและนะโม 3 จบเหมือนกัน แต่ทำวัตรเช้าสรรเสริญพระรัตนตรัยด้วยบทพุทธาภิถุติ ธัมมาภิถุติ สังฆาภิถุติ และพิจารณาปัจจัยสี่ขณะใช้ (ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ) ส่วนทำวัตรเย็นใช้บทอนุสสติคู่กับอภิคีติ มีคำขอขมา และพิจารณาปัจจัยสี่ที่ใช้ไปแล้วในวันนั้น (อตีตปัจจเวกขณปาฐะ)
ทำวัตรเย็นก่อนนอนได้ไหม
ได้ ถ้าไม่สะดวกสวดหัวค่ำ จะสวดก่อนนอนแทนก็ได้ ถ้าง่วงหรือมีเวลาน้อย ใช้บทสวดมนต์ก่อนนอนฉบับสั้น หรือชุดสวดก่อนนอน 20 นาที แทนได้
ต้องสวดทำวัตรเย็นครบทุกบทไหม
สวดที่บ้านไม่มีข้อบังคับ จะเริ่มจากคำกราบ นะโม และบทอนุสสติทั้งสาม แล้วค่อยเพิ่มบทอภิคีติและอตีตปัจจเวกขณปาฐะเมื่อคุ้นขึ้นก็ได้ ถ้าร่วมสวดที่วัด ให้สวดตามลำดับในหนังสือของวัดนั้น
ผู้หญิงสวดทำวัตรเย็น ต้องเปลี่ยนคำไหนบ้าง
เปลี่ยนเป็นคำในวงเล็บสามแห่งในแต่ละรัตนะ คือ ทาโส เป็น ทาสี, วันทันโตหัง เป็น วันทันตีหัง และ วันทะมาเนนะ เป็น วันทะมานายะ คำอื่นเหมือนกันทุกคำ
ฆราวาสต้องสวดบทอตีตปัจจเวกขณปาฐะไหม
บทนี้เขียนในรูปคำของนักบวชที่ใช้จีวรและบิณฑบาต ฆราวาสจะสวดด้วยหรือข้ามก็ได้ ถ้าสวด ให้นึกถึงเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ และยาที่ตนใช้ในวันนั้น เพราะหลักเดียวกันคือใช้ของเท่าที่จำเป็นอย่างมีสติ
ทำวัตรเย็นจบแล้วต้องกรวดน้ำไหม
ตัวบททำวัตรเย็นในหนังสือธรรมยุตจบที่อตีตปัจจเวกขณปาฐะ ไม่มีบทกรวดน้ำ แต่หลายวัดต่อด้วยแผ่เมตตาและบทกรวดน้ำอิมินา การกรวดน้ำไม่จำเป็นต้องใช้น้ำ ตั้งใจอุทิศขณะสวดก็พอ
แหล่งอ้างอิง
ตัวบทตามทำวัตรเย็นในหนังสือ A Chanting Guide ของคณะสงฆ์ธรรมยุตในสหรัฐอเมริกา และหนังสือสวดมนต์ฉบับอักษรไทยของสายเดียวกันที่เผยแพร่ใน dhammatalks.org ซึ่งตรงกันทุกคำ ยกเว้นจุดที่ฉบับอักษรไทยพิมพ์ตกหล่น ตรวจเทียบกับหนังสือสวดมนต์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ของ San Fran Dhammaram Temple (วัดไทยในซานฟรานซิสโก) ซึ่งตรงกันตั้งแต่ปุพพภาคนมการจนจบ แต่ทำวัตรเย็นของเล่มนั้นไม่มีคำบูชา ยะมัมหะ และกับบททำวัตรเย็นในหนังสือ Thai Chanting ของพระอานันทโชติ ภิกขุ ซึ่งตรงกันจนถึงสังฆาภิคีติ บทที่ 4 ถึง 10 ตรวจกับฉบับที่ไทยรัฐออนไลน์เผยแพร่โดยอ้างที่มาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วย บทอนุสสติทั้งสามตรงกับบทสรรเสริญพระรัตนตรัยในธชัคคสูตร สังยุตตนิกาย ประโยคเปิดพุทธานุสสติเป็นสำนวนในกาลามสูตร (เกสปุตตสูตร) อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต และอตีตปัจจเวกขณปาฐะถอดความจากหลักการใช้ปัจจัยสี่ในสัพพาสวสูตร มัชฌิมนิกาย
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา