รัตนสูตร (ฉบับเต็ม)
บทสวดรัตนสูตรฉบับเต็มครบ 17 คาถา และฉบับย่อ 6 บท พร้อมคำอ่านทุกบรรทัด คำแปล ความหมายทีละบท และเรื่องโรคระบาดที่เมืองเวสาลีอันเป็นที่มาของการสวดรัตนสูตรตามอรรถกถา
บทสวดรัตนสูตร
(ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนเริ่มสวด)
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขสัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุอะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง ฯ
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพเมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิงตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วาสัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตังนะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตังยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโตนะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุสะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถาจัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติเต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกาเอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะนิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิเต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยาจะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโยตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิโย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติคัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิกิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตานะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะสีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิจะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโตฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุงอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกังกาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วาอะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะอะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเคคิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเหตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยินิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโรอะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวังวิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิงเต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทานิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโปอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
บทสรุป (นมัสการพระรัตนตรัย)
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตังพุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตังธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตังสังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
คำอ่าน
อ่านออกเสียงตามคำที่แบ่งพยางค์ไว้
บทเปิด
ยา-นี-ทะ พู-ตา-นิ สะ-มา-คะ-ตา-นิพุม-มา-นิ วา ยา-นิ-วะ อัน-ตะ-ลิก-เขสับ-เพ วะ พู-ตา สุ-มะ-นา พะ-วัน-ตุอะ-โถ-ปิ สัก-กัด-จะ สุ-นัน-ตุ พา-สิ-ตัง
ตัด-สะ-หมา หิ พู-ตา นิ-สา-เม-ถะ สับ-เพเมด-ตัง กะ-โร-ถะ มา-นุ-สิ-ยา ปะ-ชา-ยะทิ-วา จะ รัด-โต จะ หะ-รัน-ติ เย พะ-ลิงตัด-สะ-หมา หิ เน รัก-ขะ-ถะ อับ-ปะ-มัด-ตา
บทที่ ๑
ยัง-กิน-จิ วิด-ตัง อิ-ทะ วา หุ-รัง วาสัก-เค-สุ วา ยัง ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังนะ โน สะ-มัง อัด-ถิ ตะ-ถา-คะ-เต-นะอิ-ทำ-ปิ พุด-เท ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๒
ขะ-ยัง วิ-รา-คัง อะ-มะ-ตัง ปะ-นี-ตังยะ-ทัด-ชะ-คา สัก-ยะ-มุ-นี สะ-มา-หิ-โตนะ เต-นะ ทำ-เม-นะ สะ-มัด-ถิ กิน-จิอิ-ทำ-ปิ ทำ-เม ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๓
ยำ-พุด-ทะ-เสด-โถ ปะ-ริ-วัน-นะ-ยี สุ-จิงสะ-มา-ทิ-มา-นัน-ตะ-ริ-กัน-ยะ-มา-หุสะ-มา-ทิ-นา เต-นะ สะ-โม นะ วิด-ชะ-ติอิ-ทำ-ปิ ทำ-เม ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๔
เย ปุก-คะ-ลา อัด-ถะ สะ-ตัง ปะ-สัด-ถาจัด-ตา-ริ เอ-ตา-นิ ยุ-คา-นิ โหน-ติเต ทัก-ขิ-ไน-ยา สุ-คะ-ตัด-สะ สา-วะ-กาเอ-เต-สุ ทิน-นา-นิ มะ-หับ-ผะ-ลา-นิอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๕
เย สุบ-ปะ-ยุด-ตา มะ-นะ-สา ทัน-เห-นะนิก-กา-มิ-โน โค-ตะ-มะ-สา-สะ-นำ-หิเต ปัด-ติ-ปัด-ตา อะ-มะ-ตัง วิ-ไค-หะลัด-ทา มุ-ทา นิบ-พุ-ติง พุน-ชะ-มา-นาอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๖
ยะ-ถิน-ทะ-ขี-โล ปะ-ถะ-วิง สิ-โต สิ-ยาจะ-ตุบ-พิ วา-เต-พิ อะ-สำ-ปะ-กำ-ปิ-โยตะ-ถู-ปะ-มัง สับ-ปุ-ริ-สัง วะ-ทา-มิโย อะ-ริ-ยะ-สัด-จา-นิ อะ-เวด-จะ ปัด-สะ-ติอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๗
เย อะ-ริ-ยะ-สัด-จา-นิ วิ-พา-วะ-ยัน-ติคัม-พี-ระ-ปัน-เย-นะ สุ-เท-สิ-ตา-นิกิน-จา-ปิ เต โหน-ติ พุ-สับ-ปะ-มัด-ตานะ เต พะ-วัง อัด-ถะ-มะ-มา-ทิ-ยัน-ติอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๘
สะ-หา-วัด-สะ ทัด-สะ-นะ-สำ-ปะ-ทา-ยะตะ-ยัด-สุ ทำ-มา ชะ-หิ-ตา พะ-วัน-ติสัก-กา-ยะ-ทิด-ถิ วิ-จิ-กิด-ฉิ-ตัน-จะสี-ลับ-พะ-ตัง วา-ปิ ยะ-ทัด-ถิ กิน-จิจะ-ตู-หะ-ปา-เย-หิ จะ วิบ-ปะ-มุด-โตฉะ จา-พิ-ถา-นา-นิ อะ-พับ-โพ กา-ตุงอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๙
กิน-จา-ปิ โส กำ-มัง กะ-โร-ติ ปา-ปะ-กังกา-เย-นะ วา-จา-ยุ-ทะ เจ-ตะ-สา วาอะ-พับ-โพ โส ตัด-สะ ปะ-ติด-ฉะ-ทา-ยะอะ-พับ-พะ-ตา ทิด-ถะ-ปะ-ทัด-สะ วุด-ตาอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๑๐
วะ-นับ-ปะ-คุม-เพ ยะ-ถา ผุด-สิ-ตัก-เคคิม-หา-นะ-มา-เส ปะ-ถะ-มัด-สะ-หมิง คิม-เหตะ-ถู-ปะ-มัง ทำ-มะ-วะ-รัง อะ-เท-สะ-ยินิบ-พา-นะ-คา-มิง ปะ-ระ-มัง หิ-ตา-ยะอิ-ทำ-ปิ พุด-เท ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๑๑
วะ-โร วะ-รัน-ยู วะ-ระ-โท วะ-รา-หะ-โรอะ-นุด-ตะ-โร ทำ-มะ-วะ-รัง อะ-เท-สะ-ยิอิ-ทำ-ปิ พุด-เท ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทที่ ๑๒
ขี-นัง ปุ-รา-นัง นะ-วัง นัด-ถิ สำ-พะ-วังวิ-รัด-ตะ-จิด-ตา-ยะ-ติ-เก พะ-วัด-สะ-หมิงเต ขี-นะ-พี-ชา อะ-วิ-รุน-หิ-ฉัน-ทานิบ-พัน-ติ ที-รา ยะ-ถา-ยำ-ปะ-ที-โปอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
บทสรุป (นมัสการพระรัตนตรัย)
ยา-นี-ทะ พู-ตา-นิ สะ-มา-คะ-ตา-นิพุม-มา-นิ วา ยา-นิ-วะ อัน-ตะ-ลิก-เขตะ-ถา-คะ-ตัง เท-วะ-มะ-นุด-สะ-ปู-ชิ-ตังพุด-ทัง นะ-มัด-สา-มะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
ยา-นี-ทะ พู-ตา-นิ สะ-มา-คะ-ตา-นิพุม-มา-นิ วา ยา-นิ-วะ อัน-ตะ-ลิก-เขตะ-ถา-คะ-ตัง เท-วะ-มะ-นุด-สะ-ปู-ชิ-ตังทำ-มัง นะ-มัด-สา-มะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
ยา-นี-ทะ พู-ตา-นิ สะ-มา-คะ-ตา-นิพุม-มา-นิ วา ยา-นิ-วะ อัน-ตะ-ลิก-เขตะ-ถา-คะ-ตัง เท-วะ-มะ-นุด-สะ-ปู-ชิ-ตังสัง-คัง นะ-มัด-สา-มะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
คำแปล
บทเปิด — เชิญเหล่าภูตมาฟัง
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ทั้งที่อยู่บนภาคพื้นและที่อยู่ในอากาศขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดีและขอจงตั้งใจฟังถ้อยคำที่จะกล่าวนี้โดยเคารพ
เพราะเหตุนั้น ภูตทั้งหลายจงตั้งใจฟังขอจงแผ่เมตตาแก่หมู่มนุษย์ผู้นำเครื่องพลีกรรมมาให้ท่านทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะเหตุนั้น ขอจงเป็นผู้ไม่ประมาท คุ้มครองรักษาเขาเหล่านั้นเถิด
บทที่ ๑ — รัตนะคือพระพุทธเจ้า
ทรัพย์ใด ๆ ในโลกนี้หรือโลกอื่นหรือรัตนะอันประณีตใดในสวรรค์ไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยพระตถาคตเลยนี้คือรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๒ — รัตนะคือพระธรรม
ธรรมอันเป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตะและประณีตที่พระศากยมุนีผู้มีจิตตั้งมั่นได้บรรลุแล้วไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยธรรมนั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระธรรมด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๓ — สมาธิที่ให้ผลทันที
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญสมาธิใดว่าบริสุทธิ์และบัณฑิตกล่าวถึงสมาธินั้นว่าให้ผลทันทีไม่มีระหว่างคั่นไม่มีสมาธิอื่นใดเสมอด้วยสมาธินั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระธรรมด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๔ — รัตนะคือพระสงฆ์
บุคคลแปดจำพวก นับเป็นคู่ได้สี่คู่ ซึ่งสัตบุรุษสรรเสริญท่านเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคต ควรแก่ทักษิณาทานทานที่ถวายแก่ท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมากนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๕ — ผู้บรรลุอมตะ
ท่านเหล่าใดในศาสนาของพระโคดม ประกอบความเพียรดีแล้วด้วยใจมั่นคง ไม่มีความใคร่ในกามท่านเหล่านั้นบรรลุผลที่ควรบรรลุ หยั่งลงสู่อมตะได้เสวยความดับเย็นที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียสิ่งใดนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๖ — มั่นคงดังเสาเขื่อน
เสาเขื่อนที่ฝังลงดินอย่างมั่นคงลมทั้งสี่ทิศไม่อาจทำให้หวั่นไหวได้ฉันใดผู้ที่หยั่งเห็นอริยสัจด้วยปัญญา เรากล่าวว่าเป็นสัตบุรุษผู้มั่นคงฉันนั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๗ — ไม่เกิดถึงภพที่แปด
ผู้ที่ทำอริยสัจให้แจ่มแจ้งซึ่งพระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้วแม้ท่านเหล่านั้นจะยังประมาทอยู่มากก็ย่อมไม่ถือเอาภพที่แปด (คือเกิดอีกอย่างมากเจ็ดชาติ)นี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๘ — ผู้ละสังโยชน์สาม
พร้อมกับการถึงพร้อมด้วยทัสสนะ คือการเห็นธรรมท่านย่อมละธรรมสามประการได้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสใด ๆ ที่ยังมีอยู่ท่านพ้นแล้วจากอบายทั้งสี่และไม่อาจทำอภิฐานหกประการ คือกรรมหนักหกอย่างนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๙ — ผู้ไม่ปกปิดความผิด
แม้ท่านจะยังพลั้งพลาดทำกรรมชั่วทางกาย วาจา หรือใจอยู่บ้างท่านก็ไม่อาจปกปิดกรรมนั้นไว้ความไม่อาจปกปิดเช่นนี้ ตรัสไว้ว่าเป็นลักษณะของผู้ได้เห็นธรรมแล้วนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๑๐ — ดังพุ่มไม้ผลิดอกต้นฤดูร้อน
พุ่มไม้ในป่ามียอดผลิดอกบานสะพรั่งในเดือนแรกของฤดูร้อนฉันใดพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอันประเสริฐซึ่งนำไปสู่นิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง ก็งดงามฉันนั้นนี้คือรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๑๑ — ผู้ให้สิ่งประเสริฐ
พระองค์เป็นผู้ประเสริฐ ทรงรู้สิ่งประเสริฐทรงให้สิ่งประเสริฐ และทรงนำมาซึ่งสิ่งประเสริฐไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐนี้คือรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทที่ ๑๒ — ดับไปดังประทีป
กรรมเก่าสิ้นไปแล้ว กรรมใหม่ที่จะก่อให้เกิดอีกไม่มีท่านเหล่านั้นมีจิตคลายกำหนัดในภพต่อไปมีพืชคือเชื้อแห่งการเกิดสิ้นแล้ว ไม่มีความพอใจที่จะงอกงามอีกท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้นย่อมดับไป เหมือนดวงประทีปนี้ที่ดับไปนี้คือรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
บทสรุป — นมัสการพระรัตนตรัย
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ทั้งที่อยู่บนภาคพื้นและที่อยู่ในอากาศเราทั้งหลายขอนมัสการพระพุทธเจ้า ผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วขอความสวัสดีจงมี
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ทั้งที่อยู่บนภาคพื้นและที่อยู่ในอากาศเราทั้งหลายขอนมัสการพระธรรม ที่ดำเนินไปแล้วอย่างนั้น อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วขอความสวัสดีจงมี
เหล่าภูตทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ทั้งที่อยู่บนภาคพื้นและที่อยู่ในอากาศเราทั้งหลายขอนมัสการพระสงฆ์ ผู้ดำเนินไปแล้วอย่างนั้น อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วขอความสวัสดีจงมี
ความหมายของรัตนสูตร
รัตนสูตร คืออะไร
คำว่า รัตนะ แปลว่า แก้ว หรือสิ่งล้ำค่าที่หาสิ่งใดเทียบได้ยาก ในพระสูตรนี้หมายถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ รัตนสูตรยกคุณของพระรัตนตรัยขึ้นกล่าวทีละข้อ แล้วปิดท้ายแต่ละบทด้วยคำว่า เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ แปลว่า "ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี"
ที่มาในพระไตรปิฎก
รัตนสูตรอยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปรากฏสองแห่ง คือ ขุททกปาฐะ (บทที่ 6 ต่อจากมงคลสูตร) และ สุตตนิบาต (จูฬวรรค สูตรที่ 1) ในพระไตรปิฎกฉบับหลวงอยู่ในเล่มที่ 25 ตัวพระสูตรมีแต่คาถา 17 คาถา ไม่มีร้อยแก้วบอกว่าตรัสที่ไหนหรือเพราะเหตุใด เรื่องที่มาที่เล่าต่อกันจึงมาจากอรรถกถา
เรื่องโรคระบาดที่เมืองเวสาลี (ตามอรรถกถา)
อรรถกถาขุททกปาฐะ (ปรมัตถโชติกา) และอรรถกถาธรรมบท เล่าเรื่องไว้ตรงกัน สรุปได้ดังนี้
- เมืองเวสาลี (ไพศาลี) ของเจ้าลิจฉวี เกิดฝนแล้ง ข้าวกล้าเสียหาย คนยากจนล้มตายมาก ซากศพที่ถูกทิ้งไว้ทำให้อมนุษย์เข้ามาในเมือง แล้วเกิดโรคระบาดตามมา รวมเป็นภัย 3 อย่าง คือ ทุพภิกขภัย อมนุสสภัย และโรคภัย
- ชาวเมืองตกลงกันว่าจะทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ในแคว้นของพระเจ้าพิมพิสาร จึงส่งเจ้าลิจฉวีไปทูลนิมนต์
- พระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมภิกษุ 500 รูป เมื่อเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาถึงเขตเมืองเวสาลี ฝนตกหนัก พัดพาซากศพลงแม่น้ำ บ้านเมืองสะอาดขึ้น
- ที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าตรัสให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตร แล้วเดินสวดทำพระปริตรไปตามระหว่างกำแพงสามชั้นของเมืองพร้อมกับเจ้าลิจฉวี พระอานนท์ใช้บาตรของพระพุทธเจ้าตักน้ำประพรมไปทั่วเมือง อรรถกถาธรรมบทว่าท่านทำอยู่ตลอดสามยามของคืน
- อมนุษย์พากันหนีไป ผู้คนหายจากโรค แล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงรัตนสูตรแก่ที่ประชุมของชาวเมือง
อรรถกถาขุททกปาฐะยังกล่าวว่า 3 คาถาสุดท้ายที่ลงท้ายว่า นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ เป็นคำของท้าวสักกะ จอมเทพ ที่กล่าวนมัสการพระรัตนตรัยต่อจากพระพุทธเจ้า และบันทึกความเห็นของอาจารย์อีกฝ่ายไว้ด้วยว่า พระพุทธเจ้าตรัสเพียง 5 คาถาแรก ที่เหลือพระอานนท์เป็นผู้กล่าว
เรื่องทั้งหมดในหัวข้อนี้มาจากอรรถกถา ไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ "เจ็ดตำนานพุทธมนต์และสิบสองตำนานพุทธมนต์" ว่าเรื่องพระอานนท์ประพรมน้ำในอรรถกถา แสดงว่าธรรมเนียมประพรมน้ำพระพุทธมนต์มีมาช้านาน อย่างน้อยตั้งแต่สมัยที่แต่งอรรถกถาในลังกา
บทขัดรัตนสูตรที่พระสงฆ์สวดนำก่อนเข้าพระสูตรก็อ้างถึงเหตุการณ์นี้ ว่าเป็นพระปริตรที่ทำให้ภัยสามอย่างในเมืองเวสาลีสงบไปโดยเร็ว รัตนสูตรจึงเป็นบทที่คนไทยนิยมสวดเมื่อบ้านเมืองเผชิญโรคระบาดหรือภัยพิบัติ
ความหมายทีละบท
- บทเปิด (2 คาถา) — เชิญเหล่าภูต คือเทวดาและอมนุษย์ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ให้มีใจดีและตั้งใจฟัง และขอให้มีเมตตาคุ้มครองมนุษย์ที่นำเครื่องพลีกรรมมาให้ทั้งกลางวันและกลางคืน
- บทที่ 1 (พระพุทธ) — ทรัพย์หรือรัตนะใดในโลกนี้ โลกหน้า หรือในสวรรค์ ไม่มีสิ่งใดเสมอด้วยพระตถาคต
- บทที่ 2 (พระธรรม) — นิพพาน ธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตะ ที่พระศากยมุนีบรรลุด้วยจิตตั้งมั่น
- บทที่ 3 (พระธรรม) — สมาธิที่ทรงสรรเสริญว่าบริสุทธิ์ และให้ผลทันทีไม่มีระหว่างคั่น อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงสมาธิในอริยมรรค
- บทที่ 4 (พระสงฆ์) — บุคคล 8 จำพวก 4 คู่ ผู้ควรแก่ทักษิณา ทานที่ถวายแก่ท่านมีผลมาก
- บทที่ 5 (พระสงฆ์) — ผู้ปฏิบัติด้วยใจมั่นคงในศาสนาของพระโคดมจนบรรลุอมตะ ได้เสวยความดับเย็นโดยไม่ต้องซื้อหา อรรถกถาว่าหมายถึงพระอรหันต์
- บทที่ 6 (พระสงฆ์) — ผู้เห็นอริยสัจด้วยปัญญา มั่นคงดังเสาเขื่อนที่ลมสี่ทิศพัดไม่ไหว
- บทที่ 7 (พระสงฆ์) — ผู้ทำอริยสัจให้แจ่มแจ้งแล้ว แม้ยังประมาทอยู่มาก ก็จะไม่เกิดถึงภพที่ 8
- บทที่ 8 (พระสงฆ์) — ผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะละสังโยชน์ 3 ได้ พ้นจากอบาย 4 และไม่อาจทำอภิฐาน 6
- บทที่ 9 (พระสงฆ์) — แม้ยังพลั้งพลาดอยู่บ้าง ผู้เห็นธรรมแล้วก็ไม่อาจปกปิดความผิดของตน
- บทที่ 10 (พระพุทธ) — ธรรมที่ทรงแสดงงดงามดังพุ่มไม้ผลิดอกในเดือนแรกของฤดูร้อน และนำไปสู่นิพพาน
- บทที่ 11 (พระพุทธ) — พระองค์เป็นผู้ประเสริฐ ทรงรู้ ทรงให้ และทรงนำมาซึ่งสิ่งประเสริฐ
- บทที่ 12 (พระสงฆ์) — พระอรหันต์สิ้นกรรมเก่า ไม่มีกรรมใหม่ที่จะพาไปเกิด จึงดับไปดังประทีป
- บทสรุป (3 คาถา) — นมัสการพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชา แล้วขอความสวัสดีจงมี
สรุปได้ว่า 12 บทกลางเป็นพระพุทธรัตนะ 3 บท (บทที่ 1, 10, 11) พระธรรมรัตนะ 2 บท (บทที่ 2–3) และพระสังฆรัตนะ 7 บท (บทที่ 4–9 และ 12) สังเกตได้จากท่อน อิทัมปิ พุทเธ, อิทัมปิ ธัมเม หรือ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ในแต่ละบท
บุคคล 8 จำพวก พระโสดาบัน และอภิฐาน 6
"บุคคลแปดจำพวก นับเป็นคู่ได้สี่คู่" ในบทที่ 4 หมายถึงพระอริยบุคคลสี่ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ นับทั้งผู้ที่กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุ (ผู้ตั้งอยู่ในมรรค) และผู้บรรลุแล้ว (ผู้ตั้งอยู่ในผล) ในแต่ละระดับ จึงได้ 4 คู่ 8 บุคคล
อรรถกถาอธิบายว่าบทที่ 6 ถึง 9 กล่าวถึงคุณของ พระโสดาบัน คือผู้บรรลุธรรมขั้นแรก ท่านละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ ไม่ไปเกิดในอบาย และเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ ส่วนอภิฐาน 6 ที่ท่านไม่อาจทำ คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ทำสงฆ์ให้แตกกัน และนับถือศาสดาอื่น
สัจจกิริยา: ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
ท่อนลงท้าย เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ เป็นหลัก สัจจกิริยา คือการกล่าวความจริง แล้วอ้างความจริงนั้นขอให้เกิดความสวัสดี ความจริงที่อ้างในรัตนสูตรคือคุณของพระรัตนตรัย ไม่ใช่การอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้สวดจึงได้ทบทวนคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ไปทีละข้อ ซึ่งช่วยให้ใจตั้งมั่นและมีกำลังใจในยามยาก ส่วนความเชื่อว่าการสวดจะขจัดโรคหรือภัยได้เอง เป็นความเชื่อที่สืบต่อกันมา ไม่ควรใช้แทนการรักษาหรือการป้องกันที่ถูกต้อง
รัตนสูตรในบทสวดเจ็ดตำนาน
รัตนสูตรเป็นพระปริตรบทที่สองในชุดเจ็ดตำนาน ต่อจากมงคลสูตร และก่อนกรณียเมตตสูตร ขันธปริตร โมรปริตร ธชัคคสูตร และอาฏานาฏิยปริตร ถ้าต้องการสวดต่อกันครบชุด เปิดชุดสวดเจ็ดตำนานได้เลย ในพระคาถาชินบัญชร ก็อัญเชิญรัตนสูตรมาไว้เบื้องหน้า ในท่อน ระตะนัง ปุระโต อาสิ
รัตนสูตรฉบับย่อ
ฉบับย่อ ๖ บท (ยังกิญจิ ถึง ขีณัง ปุราณัง)
หนังสือสวดมนต์บางเล่มพิมพ์รัตนสูตรไว้แบบย่อ เหลือ 6 บทที่ลงท้ายด้วย เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ คือบทที่ 1 ถึง 5 และบทที่ 12 ของฉบับเต็ม ไม่มีบทเปิดและบทนมัสการตอนท้าย ความหมายของแต่ละบทดูได้จากคำแปลของฉบับเต็มด้านบน ถ้ามีเวลา การสวดฉบับเต็มครบ 17 คาถาจะได้ครบทุกบทที่พระสูตรกล่าวไว้
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วาสัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตังนะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตังยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโตนะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุสะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถาจัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติเต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกาเอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะนิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิเต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวังวิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิงเต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทานิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโปอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
คำอ่าน
ยัง-กิน-จิ วิด-ตัง อิ-ทะ วา หุ-รัง วาสัก-เค-สุ วา ยัง ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังนะ โน สะ-มัง อัด-ถิ ตะ-ถา-คะ-เต-นะอิ-ทำ-ปิ พุด-เท ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
ขะ-ยัง วิ-รา-คัง อะ-มะ-ตัง ปะ-นี-ตังยะ-ทัด-ชะ-คา สัก-ยะ-มุ-นี สะ-มา-หิ-โตนะ เต-นะ ทำ-เม-นะ สะ-มัด-ถิ กิน-จิอิ-ทำ-ปิ ทำ-เม ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
ยำ-พุด-ทะ-เสด-โถ ปะ-ริ-วัน-นะ-ยี สุ-จิงสะ-มา-ทิ-มา-นัน-ตะ-ริ-กัน-ยะ-มา-หุสะ-มา-ทิ-นา เต-นะ สะ-โม นะ วิด-ชะ-ติอิ-ทำ-ปิ ทำ-เม ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
เย ปุก-คะ-ลา อัด-ถะ สะ-ตัง ปะ-สัด-ถาจัด-ตา-ริ เอ-ตา-นิ ยุ-คา-นิ โหน-ติเต ทัก-ขิ-ไน-ยา สุ-คะ-ตัด-สะ สา-วะ-กาเอ-เต-สุ ทิน-นา-นิ มะ-หับ-ผะ-ลา-นิอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
เย สุบ-ปะ-ยุด-ตา มะ-นะ-สา ทัน-เห-นะนิก-กา-มิ-โน โค-ตะ-มะ-สา-สะ-นำ-หิเต ปัด-ติ-ปัด-ตา อะ-มะ-ตัง วิ-ไค-หะลัด-ทา มุ-ทา นิบ-พุ-ติง พุน-ชะ-มา-นาอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
ขี-นัง ปุ-รา-นัง นะ-วัง นัด-ถิ สำ-พะ-วังวิ-รัด-ตะ-จิด-ตา-ยะ-ติ-เก พะ-วัด-สะ-หมิงเต ขี-นะ-พี-ชา อะ-วิ-รุน-หิ-ฉัน-ทานิบ-พัน-ติ ที-รา ยะ-ถา-ยำ-ปะ-ที-โปอิ-ทำ-ปิ สัง-เค ระ-ตะ-นัง ปะ-นี-ตังเอ-เต-นะ สัด-เจ-นะ สุ-วัด-ถิ โห-ตุ
ควรสวดตอนไหน
นิยมสวดในการเจริญพระพุทธมนต์ งานทำบุญบ้าน วันพระ และวันสำคัญทางศาสนา รวมทั้งในยามที่บ้านเมืองหรือครอบครัวเผชิญความยากลำบาก ตามเรื่องเมืองเวสาลีที่เป็นที่มาของการสวดบทนี้
ก่อนสวดให้ตั้งนะโม 3 จบ ถ้าสวดเป็นชุดเจ็ดตำนาน ให้สวดต่อจากมงคลสูตร ถ้ามีเวลาน้อย ใช้รัตนสูตรฉบับย่อ 6 บทในหน้านี้ก่อนก็ได้ แนะนำให้อ่านคำแปลควบคู่ไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งรอบ จะได้รู้ว่ากำลังสวดถึงคุณของพระรัตนตรัยข้อไหน
ความถี่ที่แนะนำ
สวดในวันพระ งานมงคล หรือเมื่อต้องการกำลังใจในยามยาก พระสูตรไม่ได้กำหนดจำนวนจบ
คำถามที่พบบ่อย
รัตนสูตร แปลว่าอะไร
รัตนะ แปลว่า แก้วหรือสิ่งล้ำค่า หมายถึงพระรัตนตรัย รัตนสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ยกคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ขึ้นกล่าวเป็นคำสัตย์ แล้วขอให้เกิดความสวัสดี ด้วยท่อนลงท้ายว่า เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
รัตนสูตร ใช้สวดเพื่ออะไร
ตามอรรถกถา พระพุทธเจ้าตรัสรัตนสูตรเมื่อเมืองเวสาลีเกิดภัยสามอย่าง คือ ข้าวยากหมากแพง อมนุษย์ และโรคระบาด จึงนิยมสวดเพื่อความสวัสดีเมื่อบ้านเมืองหรือครอบครัวเผชิญภัย และในงานมงคลทั่วไป การสวดช่วยให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยและมีกำลังใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนการรักษาโรค
รัตนสูตร ใครเป็นผู้กล่าว และมีที่มาอย่างไร
ตัวพระสูตรอยู่ในขุททกปาฐะและสุตตนิบาต อรรถกถาถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัส โดย 3 คาถาสุดท้ายเป็นคำของท้าวสักกะ และบันทึกอีกความเห็นหนึ่งไว้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสเพียง 5 คาถาแรก ที่เหลือพระอานนท์กล่าว ส่วนเรื่องเมืองเวสาลีและพระอานนท์เดินสวดรอบเมือง มาจากอรรถกถาขุททกปาฐะและอรรถกถาธรรมบท
รัตนสูตรมีกี่คาถา
ฉบับเต็มมี 17 คาถา คือบทเปิดเชิญเหล่าภูตมาฟัง 2 คาถา บทสรรเสริญรัตนะ 12 บท และบทนมัสการพระรัตนตรัยตอนท้าย 3 คาถา ส่วนฉบับย่อที่หนังสือสวดมนต์บางเล่มใช้มี 6 บท
รัตนสูตรฉบับเต็มกับฉบับย่อต่างกันอย่างไร
ฉบับย่อตัดบทเปิด บทนมัสการตอนท้าย และบทสรรเสริญบางบทออก เหลือ 6 บท คือบทที่ขึ้นต้นว่า ยังกิญจิ, ขะยัง วิราคัง, ยัมพุทธะเสฏโฐ, เย ปุคคะลา, เย สุปปะยุตตา และ ขีณัง ปุราณัง ถ้ามีเวลาควรสวดฉบับเต็ม เพราะครบทุกคาถาตามพระสูตร
สวดรัตนสูตรตอนไหน กี่จบ
สวดได้ทุกเวลา ที่นิยมคือวันพระ งานทำบุญบ้าน และเมื่อเกิดภัยหรือโรคระบาด พระสูตรไม่ได้กำหนดจำนวนจบ สวดวันละ 1 จบอย่างตั้งใจก็เพียงพอ ส่วนการกำหนดจำนวนจบเป็นธรรมเนียมที่นิยมกันในแต่ละที่
รัตนสูตรเกี่ยวกับน้ำมนต์อย่างไร
อรรถกถาเล่าว่าพระอานนท์ใช้บาตรของพระพุทธเจ้าตักน้ำประพรมไปทั่วเมืองเวสาลีขณะสวดรัตนสูตร สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงอธิบายว่าเรื่องนี้แสดงว่าธรรมเนียมประพรมน้ำพระพุทธมนต์มีมาช้านาน
รัตนสูตรอยู่ในบทสวดเจ็ดตำนานไหม
อยู่ รัตนสูตรเป็นพระปริตรบทที่สองของเจ็ดตำนาน ต่อจากมงคลสูตร และก่อนกรณียเมตตสูตร สวดครบชุดได้ที่ชุดสวดเจ็ดตำนาน
แหล่งอ้างอิง
รัตนสูตร ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ และสุตตนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม ๒๕) เป็นหนึ่งในบทสวดเจ็ดตำนาน คำสวดอ้างอิงตามฉบับหนังสือสวดมนต์แปลของสวนโมกขพลาราม ตรวจทุกคาถากับพระไตรปิฎกภาษาบาลีฉบับสยามรัฐ และฉบับอักษรโรมันของ SuttaCentral (Snp 2.1) ฉบับย่อ ๖ บทตรงกับ A Chanting Guide ของพระฐานิสสโร เรื่องเมืองเวสาลีอ้างตามอรรถกถาขุททกปาฐะ (ปรมัตถโชติกา) และอรรถกถาธรรมบท และหนังสือ "เจ็ดตำนานพุทธมนต์และสิบสองตำนานพุทธมนต์" ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
พร้อมสวดแล้วหรือยัง?
เปิดโหมดสวดเพื่ออ่านด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เลื่อนอัตโนมัติ และพื้นหลังถนอมสายตา
กำลังสวดตามชุด
เจ็ดตำนาน
บทที่ 3 จาก 8
กำลังสวดตามชุด
สิบสองตำนาน
บทที่ 3 จาก 13
-
นมการสิทธิคาถา
-
มงคลสูตร
-
รัตนสูตร
-
กรณียเมตตสูตร
-
ขันธปริตร
-
โมรปริตร
-
วัฏฏกปริตร
-
ธชัคคสูตร
-
อาฏานาฏิยปริตร
-
อังคุลิมาลปริตร
-
โพชฌังคปริตร
-
อภยปริตร
-
มหาการุณิโก